
“สภาพัฒน์” ชี้ปี 68 เลิกจ้างพุ่ง 18.1% จับตาสินเชื่อออนไลน์-เงินเฟ้อแพทย์
สภาพัฒน์ เผยปี 2568 กลุ่มแรงงานที่ถูกเลิกจ้างเพิ่มขึ้น 18.1% แม้อัตราว่างงานรวมลดลง ต้องจับตาความเสี่ยงจากสินเชื่อออนไลน์และระบบซื้อก่อนจ่ายทีหลังอาจดันหนี้เสียเพิ่ม ด้านแรงกดดันจากเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่สูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไปกว่า 15 เท่า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (23 ก.พ.69) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า หนี้สินครัวเรือนไตรมาส 3 ปี 2568 อยู่ที่ 16.31 ล้านล้านบาท ลดลง 0.29% จากการที่สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ทรงตัวที่ 86.8%
อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการชำระหนี้อ่อนแอลง โดยหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน (NPL) อยู่ที่ 1.3 ล้านล้านบาท คิดเป็น 9.4% ของสินเชื่อรวม เพิ่มจาก 9.1% ในไตรมาสก่อน

สศช. ระบุว่า ประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังคือ การขยายตัวของสินเชื่อผ่านแอปและระบบซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) ซึ่งเข้าถึงง่ายและมีความเสี่ยงกลายเป็นหนี้เสียในอนาคต จึงควรผลักดันผู้ให้บริการเข้าระบบเครดิตบูโรและกำหนดเพดานหนี้ร่วม
ขณะเดียวกัน กลุ่มรายได้ระดับกลางถึงสูงเริ่มมีความเสี่ยงผิดนัดเพิ่มขึ้น โดยข้อมูลจาก SCB EIC ชี้ว่า ผู้มีรายได้มากกว่า 100,000 บาทต่อเดือน ราว 21% เริ่มมีปัญหาชำระหนี้ ส่วนกลุ่มรายได้ 50,000–100,000 บาท ผิดนัด 36% และกลุ่ม 30,000–50,000 บาท สูงถึง 51% สะท้อนความเปราะบางท่ามกลางการปล่อยสินเชื่อออนไลน์ที่เงื่อนไขผ่อนปรน
ด้านตลาดแรงงาน ไตรมาส 4 ปี 2568 อัตราว่างงานลดลงเหลือ 0.70% หรือ 2.8 แสนคน แต่กลุ่มที่เคยทำงานมาก่อนและถูกเลิกจ้างเพิ่มขึ้น 18.1% ภาพรวมทั้งปี อัตราการมีงานทำอยู่ที่ 99.1% ขณะที่อัตราว่างงานเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 0.81%
สำหรับประเด็นเชิงโครงสร้างที่ต้องติดตาม ได้แก่ การเชื่อมโยง FDI กับธุรกิจไทย การยกระดับทักษะแรงงาน และการรับมือผลกระทบจากเทคโนโลยี AI ต่อความมั่นคงการจ้างงาน
นอกจากนี้ รายงานยังสะท้อนแรงกดดันจาก “เงินเฟ้อทางการแพทย์” ซึ่งปี 2568 ของไทยอยู่ที่ 10.8% สูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไปที่ 0.7% กว่า 15 เท่า สาเหตุหลักมาจากต้นทุนเทคโนโลยีทางการแพทย์ ค่าตอบแทนบุคลากร และการเคลมประกันสุขภาพที่เพิ่มขึ้น โดยภาคธุรกิจเริ่มใช้ระบบ Co-payment เพื่อควบคุมการใช้บริการเกินความจำเป็น
อ้างอิงข้อมูล : ภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 และภาพรวม ปี 2568