
“เอกนิติ” ชูธนู 3 ดอก ฝ่ามรสุม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย สู่ยุค “Big Wins”
“เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ประกาศนโยบายเศรษฐกิจยุคใหม่ ต้องเปลี่ยนจาก “Quick Big Win” เป็น “Big Wins” ใช้ธนู 3 ลูกดอกฝ่ามรสุม “ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด-ทรัพยากรมนุษย์-ปฏิรูปกฎหมาย”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 ก.พ.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Fiscal Transformation: ปฏิรูปการคลัง เพิ่มรายได้รัฐ เป็นเกราะป้องกันมรสุมโลก” ในงานสัมมนา Posttoday Thailand Economic Drives 2026 โดยสรุปนายเอกนิติ มองว่า ในปี 2569 ประเทศไทยต้องเผชิญมรสุม 3 ลูกใหญ่ ประกอบด้วย
มรสุมลูกแรก คือ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กระทบเศรษฐกิจไทย มีการนำเครื่องมือภาษีมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้ geopolitics และ geoeconomics ผสมผสานกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงแม้ว่าในช่วงนี้จะยังไม่สามารถประเมินผลได้อย่างชัดเจนว่าจะออกมาในรูปแบบใด แต่สิ่งที่สำคัญคือการตั้งรับมรสุมนี้ในเชิงกลยุทธ์ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์มีผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศและการลงทุน
มรสุมลูกที่สอง คือ ภัยธรรมชาติ เช่น ภัยพิบัติที่เกิดจากน้ำท่วมในปีที่ผ่านมา ซึ่งใช้เงินจากงบกลางหลายหมื่นล้านบาทในการฟื้นฟู ปีนี้อาจเผชิญกับภัยแล้ง โดยปัญหาโลกร้อนยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องจัดการให้ดี หากไม่สามารถจัดการได้อย่างเหมาะสม ผลกระทบจะเกิดกับประชาชนและต้องใช้งบประมาณเยียวยาจำนวนมาก
มรสุมลูกที่สาม คือ ความอ่อนแอภายในประเทศ เศรษฐกิจไทยยังคงพึ่งพาการส่งออกสินค้าและบริการสูงถึง 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยการบริโภคภาคเอกชนยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่ขณะเดียวกัน การลงทุนภาคเอกชนในประเทศมีอัตราการเติบโตที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากปี 2540 ทำให้การลงทุนในภาคเอกชนลดลงจาก 40% ของ GDP มาเหลือเพียง 23% ของ GDP ในปัจจุบัน
นายเอกนิติ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยต้องเปลี่ยนแปลงจาก “Quick Big Win” ไปสู่นโยบายยุคใหม่ “Big Wins” ซึ่งจะใช้เครื่องมือหลัก 3 ด้านที่เรียกว่า “ธนู 3 ลูกดอก”
ดอกแรก คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน “พลังงานสะอาด” ซึ่งเป็นรากฐานของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ต้องเปิดโอกาสให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ทั้งโซลาร์และพลังงานสีขาว และดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) อย่างจริงจัง จากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้จะเป็นวิกฤติแต่ก็ถือเป็นโอกาส โดยประเทศในอาเซียน รวมถึงประเทศไทย ถูกมองว่ามีความเป็นกลางท่ามความขัดแย้งดังกล่าว ทำให้ฐานการลงทุนระดับโลกย้ายเข้ามาในภูมิภาคนี้มากขึ้น
ในส่วนของไทยคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปีที่ผ่านมา มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท เติบโตจากปีก่อนกว่า 60% โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น เกษตรอัจฉริยะ อุตสาหกรรมอาหารและการแปรรูปอาหาร สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า Wellness และพลังงานสะอาด ซึ่งหากสามารถเร่งปลดล็อกกฎระเบียบได้เต็มที่ ในปี 2569 มูลค่าการลงทุนที่รออยู่ราว 4.8 แสนล้านบาท อาจขยายตัวเป็นเกือบ 9.7 แสนล้านบาท อาจเติบโตเกือบ 20%
ทั้งนี้ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไม่ได้จำกัดเฉพาะลังงานสีเขียว แต่ต้องครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานในระดับท้องถิ่นด้วย ทั้งระบบป้องกันภัยพิบัติและโครงการพัฒนาชุมชน โดยรัฐต้องลงทุนเป็นแกนหลักและดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนผ่านรูปแบบ PPP เพื่อไม่ให้รัฐต้องแบกรับภาระหนี้ฝ่ายเดียว พร้อมใช้ทรัพยากรของรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ดอกที่สอง คือการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ การปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทักษะแรงงานเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องนำดิจิทัลและ AI มาใช้ยกระดับระบบการศึกษา สร้างการเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษากับตลาดแรงงาน ผ่านแนวคิด “Skill Bridge” ให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมออกแบบหลักสูตร ฝึกอบรม และรับคนเข้าทำงานจริง เพื่อให้ผู้เรียนมีงานทำตรงกับทักษะ และยกระดับรายได้ของคนไทยทั้งประเทศ รวมถึงใช้ประชาชนหัดใช้ AI ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส
ดอกที่สาม คือการลงทุนด้านกฎหมายและกฎระเบียบ เพื่อปลดล็อกอุปสรรคที่ขวางการลงทุน ทั้งวีซ่าแรงงาน ที่ดิน และขั้นตอนการอนุญาต วันนี้ในการประชุมคณะรัฐมนตรี เลขาธิการกฤษฎีกาแล้ว ต้องปฏิรูปกฎหมาย ออกกฎหมายเป็น “Omnibus Law” หรือ กฎหมายรวบยอด ให้เป็น Fast Track รวบกฎหมายทุกอย่างเพื่อการลงทุนไว้ในฉบับเดียว ลดความซ้ำซ้อน และย่นระยะเวลาการพิจารณาเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มั่นใจ Omnibus Law จะทำให้การลงทุนเปลี่ยนโฉมประเทศไทย จะทำให้ประเทศไทยกลับมาแข็งแกร่งได้ จะไม่เป็นคนป่วยในเอเชีย แต่จะกลายเป็น “คนที่แข็งแกร่งแห่งเอเชีย”

