
ครม.ไฟเขียว “ไทยช่วยไทยพลัส” 1.76 แสนลบ. ช่วยค่าครองชีพ 43 ล้านคน
รัฐบาลเคาะ “ไทยช่วยไทย พลัส” วงเงินรวม 1.76 แสนล้านบาท ดูแลประชาชนกว่า 43 ล้านคน เปิดลงทะเบียน 25 พ.ค. เริ่มใช้สิทธิ 1 มิ.ย.นี้ ย้ำเป้าหมายบรรเทาค่าครองชีพ-ประคองกำลังซื้อ ฝ่าวิกฤตพลังงาน
ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า วันนี้ (19 พ.ค.69) เวลา 13.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมแถลงเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส บรรเทาภาระค่าครองชีพ ดูแลเศรษฐกิจฐานราก ฝ่าวิกฤตพลังงานไปด้วยกัน”

นายเอกนิติ กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ผ่านแหล่งเงินเพิ่มเติม ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 โดยมีวงเงินรวมกว่า 176,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 56,000 ล้านบาท และโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) วงเงิน 120,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อราคาพลังงาน ต้นทุนสินค้า และกำลังซื้อของประชาชน
“วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากครั้งที่ผ่านมา เพราะเป็นวิกฤตค่าครองชีพที่กระทบคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนรายได้น้อย คนไม่มีเงินออม มนุษย์เงินเดือน และธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีสายป่านรองรับ หากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่การปิดกิจการ การตกงาน และเศรษฐกิจซึมยาว” นายเอกนิติ กล่าว
สำหรับมาตรการช่วยเหลือ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การดูแลกลุ่มเปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เพื่อช่วยเหลือประชาชนทั่วไปและร้านค้ารายย่อย
ในส่วนของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวนประมาณ 13.18 ล้านราย รัฐบาลจะเพิ่มวงเงินช่วยเหลืออีก 700 บาทต่อคนต่อเดือน จากเดิม 300 บาทต่อเดือน รวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน–กันยายน 2569 เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของกลุ่มเปราะบาง
พร้อมกันนี้ ครม. ยังมอบหมายให้กระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทยเร่งปรับปรุงฐานข้อมูลผู้มีสิทธิ และเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ เพื่อสำรวจกลุ่มตกหล่นให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างตรงเป้าหมายมากขึ้น

ส่วนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” มีเป้าหมายช่วยเหลือประชาชนไม่เกิน 30 ล้านคน โดยภาครัฐจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายในอัตรา 60% ขณะที่ประชาชนร่วมจ่าย 40% สำหรับค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด วงเงินไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน รวมสูงสุด 4,000 บาทต่อคน
ประชาชนสามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้ระหว่างวันที่ 25–29 พฤษภาคม 2569 เวลา 06.00–22.00 น. หรือจนกว่าจะครบ 30 ล้านคน โดยผู้ได้รับสิทธิสามารถเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน–30 กันยายน 2569
ขณะที่ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” สามารถยืนยันสิทธิผ่านแอป “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม–30 กันยายน 2569 ส่วนร้านค้าใหม่สามารถลงทะเบียนผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม–31 กรกฎาคม 2569
นายเอกนิติ กล่าวว่า โครงการนี้ไม่ได้มุ่งหวังกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่เป็นมาตรการบรรเทาค่าครองชีพและประคับประคองกำลังซื้อของประชาชนในช่วงวิกฤตพลังงาน โดยผลด้านเศรษฐกิจถือเป็นผลพลอยได้จากมาตรการดังกล่าว
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยพัฒนาศักยภาพร้านค้ารายย่อยผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อช่วยวิเคราะห์ต้นทุนสินค้า บริหารสต๊อกสินค้า วิเคราะห์ยอดขาย รวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และยกระดับผู้ประกอบการรายย่อยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลต่อไป

