“กอบศักดิ์” เตือนน้ำมันโลกเข้าโซน “อันตราย” จี้ไทยเร่งแผนรับมือ พยุงราคาได้ไม่นาน

“กอบศักดิ์ ภูตระกูล” เตือนราคาน้ำมันโลกแตะ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เข้าสู่ “ระดับอันตราย” หรือ Code Red เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจโลก หากความขัดแย้งตะวันออกกลางขยายวง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (9 มี.ค.69) ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Dr.KOB” ระบุว่า ราคาน้ำมันโลกที่ระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้เข้าสู่ ระดับอันตรายหรือ Code “RED”

สาเหตุจากความกังวลใจจากเหตุการณ์ถล่มคลังน้ำมันของอิหร่าน เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 โดยมองว่าสิ่งที่จะตามมาในช่วงต่อไปของการโจมตีอิหร่าน ตลอดจนการตอบโต้กลับที่อาจลุกลาม อาจกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานของการผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง เช่น ท่าเรือ เรือขนส่งน้ำมัน โรงงานน้ำมัน โรงงานก๊าซ คลังน้ำมัน และอาจไปถึงโรงงานสกัดน้ำจืดจากน้ำทะเล ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญ

ทำให้ถึงจุดที่ต้องบอกว่า ราคาน้ำมันโลกได้เข้าสู่ระดับ Code “RED” ที่จะส่งผลอย่างจริงจังต่อเศรษฐกิจโลก หากไม่ลดลงโดยเร็ว และหากเพิ่มขึ้นไปมากกว่านี้ อาจเข้าสู่ช่วงที่เคยเกิดขึ้นในช่วงต้นสงครามยูเครน–รัสเซีย ที่ราคาน้ำมันเคยแตะระดับ 120–130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นเวลาประมาณ 4 เดือน ระหว่างเดือนมีนาคม–กรกฎาคม ปี 2565 ซึ่งนำมาซึ่งปัญหาต่าง ๆ ต่อระบบเศรษฐกิจโลก

ดร.กอบศักดิ์ ย้อนความเหตุการณ์ดังกล่าวว่า ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เข้าสู่ระดับอันตราย ทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงในหลายประเทศ ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ธนาคารกลางทั่วโลกเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ ปรับตัวลดลง รวมถึงการจบรอบของสินทรัพย์ดิจิทัลที่เคยปรับตัวขึ้นก่อนหน้า โดยบิตคอยน์ (Bitcoin) ปรับตัวลงจากระดับ 70,000 ดอลลาร์สหรัฐ เหลือประมาณ 17,000 ดอลลาร์สหรัฐ สร้างความเสียหายในวงกว้าง

สำหรับประเทศไทยในช่วงเริ่มสงครามยูเครน–รัสเซีย ดร.กอบศักดิ์ ระบุว่า ได้รับผลกระทบอย่างมากเช่นกัน ทั้งจากราคาน้ำมันในประเทศที่เพิ่มขึ้น และการที่ภาครัฐต้องเข้าพยุงราคาพลังงานจนมีภาระหลายแสนล้านบาท

สำหรับรอบนี้ ที่ราคาน้ำมันอยู่ที่ระดับประมาณ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ว่าจะย่อลงเล็กน้อยในช่วงเช้า แต่ยังมีความเสี่ยงที่ราคาจะเพิ่มขึ้นในช่วงต่อไป หากเกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันในตะวันออกกลางเพิ่มเติม ซึ่งหมายความว่าไทยจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับผลกระทบมากขึ้น จากเดิมที่เมื่อสัปดาห์ก่อนยังมองว่ายังมีเวลาและยังพอรับมือได้ แต่ขณะนี้ต้องยอมรับว่าโจทย์ยากขึ้นอีกระดับ

ทั้งนี้ การพยุงราคาอาจทำได้ไม่นาน และน้ำมันรวมถึงพลังงานอาจขาดแคลนในระยะยาว หากสงครามขยายวงกว้างและโครงสร้างการผลิตหรือการขนส่งน้ำมันบางส่วนถูกทำลาย จึงจำเป็นต้องเตรียม “แผน 2” โดยเร่งหาและยืนยัน แหล่งน้ำมันก่อนประเทศอื่น ๆ รวมถึงพิจารณาพลังงานทางเลือก เช่น การส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างจริงจัง ตลอดจนทบทวนทางเลือกพลังงานเดิม เช่น ถ่านหิน หรือเปิดทางเลือกใหม่ที่เคยปิดมาก่อน เช่น พลังงานจากรัสเซีย

พร้อมระบุทิ้งท้ายว่า ถึงเวลาที่ต้อง “Move Move Move” และเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ โดยย้ำว่า “เตรียมไว้ดีกว่าไม่เตรียม”

Back to top button