
“พิพัฒน์” ลั่นถึงเวลาลอยตัว ดีเซลขึ้น 1.80 บาท เซฟกองทุน–สกัดลอบขนข้ามแดน
ผอ.ศบก. แจงปล่อยราคาดีเซลขึ้นชนเพดาน เหตุกองทุนน้ำมันฯ อุ้มไม่ไหว ติดลบกว่า 2 หมื่นล้านบาท พร้อมสกัดลอบขนข้ามแดน หลังราคาประเทศเพื่อนบ้านสูงกว่า เผยสัปดาห์นี้ปล่อย “B20” ช่วยภาคอุตสาหกรรม–ประมง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 มี.ค.69) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เปิดเผยผ่านรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand” ถึงกรณีการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลครั้งเดียว 1.80 บาทต่อลิตร ว่า เนื่องจากสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขณะนี้ติดลบไปแล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท แต่ละวันต้องชดเชยกว่า 2,300 ล้านบาท หากไม่ปรับขึ้นเกรงว่ากองทุนจะรับภาระไม่ไหว

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สถานการณ์สงครามยังไม่ชัดเจน ประเทศเพื่อนบ้านปรับราคาน้ำมันขึ้นเร็วและสูงมาก ดีเซลเกิน 38 บาท หากไทยไม่ขยับเลย จะเกิดแรงจูงใจให้มีการลักลอบส่งออกน้ำมันบริเวณชายแดน โดยเฉพาะภาคใต้
อีกปัจจัยคือสถานการณ์ความโกลาหลที่เกิดขึ้นในสถานีบริการน้ำมัน ซึ่งสะท้อนว่าถึงเวลาที่ต้อง “สะท้อนราคาสู่ความเป็นจริง” เนื่องจากที่ผ่านมา รัฐบาลอุ้มราคามาโดยตลอด แต่ขณะนี้ข้อจำกัดด้านการคลังเริ่มชัดเจน
พร้อมยอมรับว่า ปัจจุบันรัฐบาลอยู่ในสถานะรักษาการ และว่าที่คณะรัฐมนตรียังอยู่ระหว่างตรวจสอบคุณสมบัติ ทำให้ไม่สามารถนำเรื่องด้านการเงินการคลังเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ หากกองทุนรับภาระไม่ไหว จะไม่มีเครื่องมือรองรับ โดยเมื่อเช้านี้ กองทุนต้องชดเชยอยู่ที่ 24.09 บาทต่อลิตร แต่ถ้าไม่ปรับขึ้นจะต้องชดเชยเกือบ 26 บาทต่อลิตร ถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้องใช้น้ำมันอย่างประหยัด และต้องมีมาตรการป้องกันควบคู่กันไป
นายพิพัฒน์ ระบุอีกว่า ในการประชุมเมื่อวานนี้ ตนได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินผลดี–ผลเสีย โดยมองว่าแนวทางในระยะต่อไป อาจต้องปล่อยให้ราคาน้ำมันค่อย ๆ ลอยตัวมากขึ้น เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง หลังจากตรวจสอบแล้วยังไม่พบการกักตุน
ในประเด็นโรงกลั่น ผอ.ศบก. ระบุว่า ได้มีการหารือแล้ว แต่ยังไม่มีข้อสรุปกลับมา ขณะที่แนวคิดการจัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) ได้หารือกับกระทรวงการคลังแล้ว โดยกระทรวงการคลังรับไปพิจารณา อย่างไรก็ตามย้ำว่า มีข้อสะท้อนว่า หากเก็บภาษีในช่วงสงคราม เมื่อสถานการณ์จบ จะต้องพิจารณาชดเชยให้โรงกลั่นที่ขาดทุนหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ยังต้องรอรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการตัดสินใจ
นายพิพัฒน์ ระบุว่า ปกติมีการอัดน้ำมันเข้าสู่ระบบประมาณ 67 ล้านลิตรต่อวัน แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 82–84 ล้านลิตรต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นราว 17 ล้านลิตรต่อวัน โดยข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยพบว่า ตัวเลขการใช้น้ำมันอยู่ที่กว่า 82 ล้านลิตร สอดคล้องกับข้อมูลจากโรงกลั่นและผู้ค้าตามมาตรา 7 อย่างไรก็ตาม แม้จะเพิ่มปริมาณเข้าสู่ระบบแล้ว ยังมีถึง 29 จังหวัดที่สถานีบริการน้ำมันบางแห่งปิดให้บริการ สะท้อนความจำเป็นที่รัฐบาลต้องเร่งเตรียมความพร้อมรองรับการเดินทาง โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง
“ไหน ๆ เราตั้งขั้นต้นไว้ที่ 33 บาท คนก็มัวแต่เก็งกำไร ก็ประกาศขึ้นทีเดียวเลย คนจะได้สบายใจว่าถึงแล้ว จะได้ไม่ต้องตุน…” นายพิพัฒน์ กล่าว
นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า วันเสาร์-อาทิตย์นี้ จะมีน้ำมัน B20 ซึ่งมีราคาต่างจาก B7 ถึง 5 บาท โดยจำหน่ายแบบขายส่งหน้าคลังให้ผู้ค้าส่ง (จ๊อบเบอร์) เพื่อนำไปขายต่อให้กับภาคอุตสาหกรรมและภาคประมง โดยภาคใต้จะมีขายที่คลัง จังหวัดสงขลาและสุราษฎร์ธานี ส่วนภาคกลาง มีที่สระบุรี บางปะอิน และศรีราชา

