“เอกนิติ” ชี้โลกเปลี่ยนแรง วางยุทธศาสตร์ “3T” ปรับเศรษฐกิจ สู้วิกฤตพลังงาน-ระเบียบโลกใหม่

รองนายกฯ “เอกนิติ” ชี้โลกเปลี่ยนแรง วางยุทธศาสตร์ “3T” ปรับเศรษฐกิจ รับวิกฤตพลังงาน–ระเบียบโลกใหม่ เน้นช่วยกลุ่มเปราะบาง เร่งพลังงานสะอาด ใช้ AI ยกระดับศักยภาพประเทศ เตือนยึดติดรูปแบบเดิม เสี่ยงวิกฤตซ้อนวิกฤต กระทบขีดความสามารถแข่งขันระยะยาว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (31 มี.ค.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดงานสัมมนา Battle Strategy 2026: Winning the New World Order พลิกเกมรบ ชิงชัยเศรษฐกิจ ทะยานสู่เป้าหมาย GDP 3% บนสมรภูมิระเบียบโลกใหม่ ณ PARAGON HALL ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่มีความท้าทาย โดยย้อนถึงการขึ้นเวที Battle Strategy ครั้งแรกในช่วงสถานการณ์โควิดที่ต้องปรับรูปแบบเป็นการถ่ายทอดสดจากสตูดิโอ ซึ่งเป็นการปรับตัวในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา และสามารถผ่านพ้นไปได้ แต่ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการผ่านวิกฤต แต่ต้องทำให้ดีกว่าเดิม โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

ทั้งนี้ วิกฤตโควิดบีบให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และเชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานที่ส่งผลให้โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนไป สิ่งสำคัญคือการยอมรับความเป็นจริงว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่อยู่ในโลกที่พึ่งพาน้ำมัน สู่สถานการณ์ที่ต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความขัดแย้งในโลกยังไม่สามารถคาดการณ์จุดสิ้นสุดได้ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ใช้มานานหลายสิบปีถูกทำลาย และมีผลกระทบในวงกว้างไม่ต่างจากช่วงโควิด

นายเอกนิติ ระบุว่า การบริหารเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่สามารถมองระยะสั้นได้ แต่ต้องคิดในระยะยาว โดยผู้ที่ปรับตัวได้ก่อนจะเป็นผู้ชนะ พร้อมเสนอแนวคิดยุทธศาสตร์ “3T” ได้แก่ Target, Transition และ Transform

ในส่วนของ Target ระบุว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก โดยเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ทำให้หลายประเทศยกเลิกการอุดหนุนราคา เนื่องจากไม่สามารถฝืนกลไกตลาดได้ จึงต้องปรับแนวทางจากการอุดหนุนราคามาเป็นการอุดหนุนประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เนื่องจากทรัพยากรมีจำกัด และการอุดหนุนราคาจะส่งผลให้ทุกกลุ่มได้รับประโยชน์เท่าเทียมกัน ทั้งที่กลุ่มรายได้น้อยควรได้รับการช่วยเหลือมากกว่า

พร้อมกันนี้ ต้องเลือกสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เป็นจุดแข็งของประเทศ โดยระบุว่า ได้หารือกับ บริษัท ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งมีแผนลงทุนในไทยไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในช่วง 2 ปีข้างหน้า สะท้อนศักยภาพของไทยในฐานะแหล่งลงทุนที่มีความปลอดภัย รวมถึงต้องผลักดันภาคเกษตรให้ใช้เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่า ตลอดจนส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง รถยนต์ไฟฟ้า และ Wellness ควบคู่กับการดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพเข้ามาทำงานในประเทศ

ด้าน Transition เน้นการเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาด (Green Energy) เนื่องจากมองว่าราคาน้ำมันมีแนวโน้มไม่กลับไปอยู่ในระดับต่ำ จากความเสียหายของโครงสร้างพลังงานในตะวันออกกลาง โดยเสนอให้เร่งลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์ เช่น โซลาร์ฟาร์ม และ Floating Solar ควบคู่กับการเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านสายส่งไฟฟ้า (Direct PPP) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนค่าไฟฟ้า

นอกจากนี้ ยังชี้ว่าตลาดทุนจะมีบทบาทสำคัญในการรองรับการลงทุน โดยภาครัฐต้องมีนโยบายที่ชัดเจน และเร่งมาตรการของบีโอไอ เพื่อดึงดูดการลงทุนและสนับสนุนให้บริษัทสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยผลักดันการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนให้เติบโต

ส่วน Transform เป็นการยกระดับคน โดยนำเทคโนโลยี AI มาใช้แก้ปัญหาโครงสร้างสังคม โดยเฉพาะสังคมผู้สูงอายุ และการเพิ่มโอกาสให้กับกลุ่มรายได้น้อยและผู้ประกอบการรายย่อย โดยยกตัวอย่างโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ที่จะนำ AI มาใช้วิเคราะห์ยอดขาย ช่วยเข้าถึงแหล่งเงินทุน และลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ รวมถึงช่วยจัดทำข้อมูลทางการเงินเบื้องต้น พร้อมกันนี้ กระทรวงการคลังจะร่วมกับบีโอไอ นำเทคโนโลยี Generative AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยตั้งเป้าหมายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในระยะเวลา 6 เดือน

นายเอกนิติ กล่าวย้ำว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และจำเป็นต้องยอมรับความเป็นจริง หากยังยึดติดกับรูปแบบเดิมและยังคงอุดหนุนในลักษณะเดิม อาจไม่เพียงทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ แต่ยังเสี่ยงเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต

ทั้งนี้ เห็นว่าประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่าน (Transition) โดยใช้กลไกตลาดทุนเป็นแหล่งเงินสำคัญ พร้อมผลักดันเครื่องมือใหม่ เช่น TISA เพื่อสนับสนุนการเติบโตของตลาดทุน และรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

 

Back to top button