“อนุทิน” กางงบปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านลบ.! สั่งคุมเข้ม “กฎเหล็ก” ขอเพิ่มงบได้เฉพาะลงทุน

นายกฯ วางกรอบงบปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มเพียง 0.2% ล็อกงบเพิ่มไม่เกิน 20% เน้นรายจ่ายลงทุน ชู EV–โซลาร์ ลดต้นทุนพลังงาน ควบคู่ตัดรายจ่ายไม่จำเป็น รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (20 เม.ย.69) เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้แก่หน่วยงานทั่วประเทศ ณ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า กรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.. 2570 ตามแผนการคลังระยะปานกลาง (ปี 2570–2573) กำหนดไว้ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2569 จำนวน 7,400 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.2 ท่ามกลางภาระรายจ่ายจำเป็นที่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ การจัดทำงบประมาณในปี 2570 จะต้องยึดหลักความคุ้มค่า (Value for Money) และหลักงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) โดยไม่คำนึงถึงฐานงบประมาณเดิม แต่ให้พิจารณาจากความจำเป็น ความเหมาะสมของสถานการณ์ และความเร่งด่วนของโครงการเป็นสำคัญ พร้อมปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น หรือไม่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศให้มากที่สุด

นายกรัฐมนตรีระบุว่า การขอรับจัดสรรงบประมาณปี 2570 จะเพิ่มขึ้นได้ไม่เกินร้อยละ 20 และจะต้องเป็นรายจ่ายด้านการลงทุนเท่านั้น โดยถือเป็น กฎเหล็กเพื่อให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถรองรับสถานการณ์วิกฤตของประเทศในปัจจุบัน พร้อมทั้งวางรากฐานการพัฒนาในระยะยาว

ในด้านโครงสร้างรายจ่าย นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ทุกหน่วยรับงบประมาณปรับลดคำขอตั้งงบประมาณในรายการที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะงบด้านการศึกษาดูงาน และการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ พร้อมให้พิจารณาใช้รูปแบบ “เช่า” แทนการลงทุนก่อสร้าง หรือหากมีความจำเป็นให้ใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) รวมถึงการใช้กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ

สำหรับโครงการด้านคมนาคม นายกรัฐมนตรีระบุว่า ในช่วง 1–2 ปีนี้ ควรเน้นการซ่อมบำรุงโครงสร้างพื้นฐานเดิม มากกว่าการขยายเส้นทางใหม่ ขณะที่งบประมาณของกลุ่มจังหวัด ให้ลดการตั้งงบเพื่อพัฒนาถนนและแหล่งน้ำ เพื่อลดความซ้ำซ้อน เนื่องจากมีหน่วยงานรับผิดชอบอยู่แล้ว

ในมิติด้านพลังงาน ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โลก นายกรัฐมนตรี ขอความร่วมมือจากทุกหน่วยงานในการปรับตัวอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการเช่าหรือจัดซื้อรถยนต์ของหน่วยงานภาครัฐ ให้เปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แทนรถสันดาป เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงานและลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลก พร้อมกันนี้ ยังส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ในพื้นที่ที่มีศักยภาพ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับตัวด้านพลังงานในระดับประเทศ

นายกรัฐมนตรี ระบุเพิ่มเติมว่า การจัดทำงบประมาณปี 2570 มีความแตกต่างจากที่ผ่านมา เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องทบทวนและปรับลดงบประมาณในโครงการที่ไม่จำเป็น เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด และสามารถรองรับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การจัดทำงบประมาณจะต้องสอดคล้องกับ นโยบาย “10 พลัส” โดยมุ่งเน้นการพัฒนาใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจ การต่างประเทศและความมั่นคง สังคม สิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ และการบริหารภาครัฐ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศ และเร่งหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

ในด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ โดยให้กองทัพและสำนักงบประมาณร่วมกันวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้มีศักยภาพเพียงพอในการปกป้องอธิปไตยของประเทศ และสร้างความมั่นใจต่อประชาชน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงบประมาณระหว่าง 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เพื่อยกระดับความโปร่งใส ลดการทุจริต และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณภาครัฐ

Back to top button