
“นายก” สั่ง “พาณิชย์–เกษตร” เร่งเจรจามาเลเซีย ปมระงับนำเข้ากุ้งไทย
โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ สั่ง “ศุภจี” ร่วมกระทรวงเกษตรฯ เร่งเจรจา “มาเลเซีย” ปมมาตรการนำเข้าอาหารทะเล หลังห้ามกุ้ง 5 สายพันธุ์จากไทย พร้อมเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (2 มิ.ย.69) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีข้อสั่งการระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งดำเนินการเจรจากับทางการมาเลเซีย กรณีที่มีประกาศมาตรการควบคุมการนำเข้ากุ้งจากไทย 5 สายพันธุ์เป็นการชั่วคราว ประกอบด้วย กุ้งขาวแวนนาไม กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย กุ้งลายเสือ และกุ้งน้ำเงิน ซึ่งเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569
โดยนายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยต่อเกษตรกรเลี้ยงกุ้งอย่างมากและเห็นว่าเรื่องนี้ ต้องเร่งดำเนินการทันที เพราะกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออก เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง และชาวประมง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ที่มีผู้เลี้ยงกุ้งจำนวนมาก หากปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อ จะกระทบราคากุ้งหน้าฟาร์มและรายได้ของเกษตรกรรายย่อย
นางสาวรัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ เร่งหารือกับฝ่ายมาเลเซียเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อหาทางออกที่ไม่กระทบความสัมพันธ์ทางการค้า และไม่ทำให้เกษตรกรไทยต้องแบกรับภาระโดยลำพัง
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้ สั่งให้เตรียมมาตรการรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ทั้งการป้องกันไม่ให้ราคากุ้งหน้าฟาร์มตกต่ำ การดูแลผลผลิตที่อาจเข้าสู่ตลาดในประเทศมากขึ้น และการเร่งเปิดตลาดสำรองเพื่อระบายสินค้าไปยังตลาดอื่นทดแทน
“นายกรัฐมนตีเน้นย้ำว่าจะต้องไม่ปล่อยให้ปัญหานี้กลายเป็นภาระของเกษตรกรฝ่ายเดียว เพราะอุตสาหกรรมกุ้งเชื่อมโยงทั้งฟาร์ม ผู้รวบรวม โรงงานแปรรูป ผู้ส่งออก และแรงงานจำนวนมาก ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องต้องทำงานเร็ว ชัด และมีมาตรการรองรับเป็นรูปธรรม” นางสาวรัชดา กล่าว
มีรายงานข่าวว่า กรมประมงของทั้งสองประเทศจะเจรจาในประเด็นดังกล่าว ในวันที่ 8 มิถุนายนนี้
นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการกุ้งไทยทั้ง 5 สายพันธุ์ หลังจากมาเลเซียระงับการนำเข้ากุ้งตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยการดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างกระชั้นชิดและไม่มีการแจ้งล่วงหน้า
มาตรการของไทยแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่
1. กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จัดหาแหล่งนำเข้าทดแทนในตลาดสำคัญ เช่น จีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น รวมทั้งขยายตลาดใหม่ในอาเซียน พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและจับคู่ธุรกิจ อาทิ Top Thai Brands, Thailand Week, Online Business Matching และการส่งเสริมสินค้ากุ้งไทยในงาน SIAL เดือนตุลาคม 2569
2. กรมการค้าภายใน นำผลผลิตกุ้งไปจำหน่ายในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต กระบี่ และตรัง เปิดจุดรับซื้อในพื้นที่เป้าหมาย เชื่อมโยงผู้ประกอบการและโรงงานแปรรูปรับซื้อผลผลิตโดยตรง รวมถึงจัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคกุ้งทั่วประเทศผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส และคาราวานสินค้าประมงในกรุงเทพมหานคร ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
3. กรมการค้าต่างประเทศ นำผู้ประกอบการและผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบเข้าร่วมออกร้านและกิจกรรมจับคู่ธุรกิจในงานมหกรรมการค้าชายแดนที่จังหวัดจันทบุรี ระหว่างวันที่ 19-22 มิถุนายน 2569 และจังหวัดสระแก้ว ระหว่างวันที่ 9-12 กรกฎาคม 2569
4. สำนักงานพาณิชย์จังหวัด เชื่อมโยงรับซื้อผลผลิตจากแหล่งผลิตที่ได้รับผลกระทบไปจำหน่ายทั่วประเทศผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส
นายกรนิจ กล่าวว่า มาตรการทั้ง 13 ข้อมีเป้าหมายดูดซับผลผลิตกุ้งได้ไม่น้อยกว่า 400 ตันต่อเดือน เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดผ่านสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ และพร้อมยกระดับประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การหารือในเวทีองค์การการค้าโลก (WTO) และอาเซียน

