
ครม.ไฟเขียวปรับแผนหนี้สาธารณะปี 69 คุมหนี้ต่อ GDP แตะ 68.03%
ครม. อนุมัติปรับแผนบริหารหนี้สาธารณะปีงบฯ 2569 ครั้งที่ 2 เพิ่มแผนก่อหนี้ใหม่กว่า 2.21 แสนล้านบาท รองรับภารกิจรัฐและสภาพคล่อง ย้ำหนี้สาธารณะต่อ GDP ยังไม่เกินกรอบวินัยการคลังที่ 70%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (19 พ.ค.69) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 2 เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ การบริหารงบประมาณ และภารกิจของรัฐบาลที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน
นางสาวรัชดา กล่าวว่า การปรับแผนครั้งนี้เป็นการทบทวนกรอบการบริหารหนี้ให้สอดคล้องกับการใช้งบประมาณตามภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยรัฐบาลยังคงยึดกรอบวินัยการคลังเป็นหลักสำคัญ ควบคู่กับการใช้เครื่องมือทางการคลังเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และรักษาเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ
ทั้งนี้ สาระสำคัญของการปรับแผนบริหารหนี้ฯ อยู่ที่การปรับให้สอดรับกับภารกิจด้านการลงทุน การบริหารสภาพคล่อง และการกู้เงินของหน่วยงานภาครัฐบางส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปตามภารกิจและความพร้อมของโครงการ โดยยังดำเนินการภายใต้กรอบการบริหารหนี้อย่างรอบคอบ และใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับรายละเอียดการปรับปรุงแผนครั้งนี้ พบว่า แผนก่อหนี้ใหม่เพิ่มขึ้นจาก 1,259,382.87 ล้านบาท เป็น 1,480,582.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 221,220 ล้านบาท ขณะที่แผนบริหารหนี้เดิมปรับลดลงจาก 1,644,431.09 ล้านบาท เหลือ 1,620,471.09 ล้านบาท ลดลง 23,960 ล้านบาท
ส่วนแผนการชำระหนี้ปรับเพิ่มขึ้นจาก 533,526.25 ล้านบาท เป็น 561,194.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27,668 ล้านบาท
พร้อมกันนี้ ครม. ยังอนุมัติบรรจุโครงการและรายการเพิ่มเติมในแผนบริหารหนี้สาธารณะอีก 4 โครงการ/รายการ ซึ่งเป็นโครงการที่ ครม. เคยอนุมัติไว้แล้ว อาทิ เงินกู้เพื่อดำเนินโครงการภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท และเงินกู้ระยะยาวเพื่อเสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง วงเงิน 20,000 ล้านบาท เพื่อรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภายหลังการปรับปรุงแผนดังกล่าว สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะอยู่ที่ 68.03% ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% สะท้อนว่ารัฐบาลยังสามารถบริหารภาระหนี้ได้อย่างมีเสถียรภาพ และยังมีพื้นที่ทางการคลังรองรับสถานการณ์จำเป็นในอนาคต
“รัฐบาลติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และใช้การบริหารหนี้สาธารณะเป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นักลงทุน และภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน” นางสาวรัชดา กล่าวปิดท้าย

