“ศุภจี” ผนึกทีมไทยแลนด์ เร่งดัน FTA ไทย-EU ก่อนเจรจารอบใหม่ มิ.ย.นี้

“ศุภจี” ประชุมทีมไทยแลนด์ประจำยุโรป เร่งผลักดัน FTA ไทย-EU ก่อนเจรจารอบใหม่เดือนมิถุนายน หวังขยายส่งออก ดึงลงทุน และชูไทยเป็นฐานเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานใหม่ของยุโรป


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 14.00 น. วันที่ 24 พฤษภาคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ณ สโมสร Le Cercle de L’Union Interalliée กรุงปารีส ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ขอความร่วมมือจากเอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่ และทีมไทยแลนด์ ร่วมผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) ในทุกมิติ เพื่อเร่งสรุปผลการเจรจาให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด

นางศุภจี กล่าวว่า ในบริบทโลกปัจจุบัน ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ส่งผลโดยตรงต่อการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานโลก ไทยจึงต้องสร้างสมดุลทางการค้า ภายใต้แนวทางที่เป็นมิตรกับทุกฝ่ายและดำเนินความร่วมมือบนพื้นฐานผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) ซึ่ง EU ถือเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาด การลงทุน และลดการพึ่งพาตลาดเดิมของไทย

สำหรับการเจรจา FTA ไทย-EU นางศุภจี ระบุว่า ไทยอยู่ระหว่างการเจรจากับ EU โดยจะมีการเจรจารอบที่ 9 ในเดือนมิถุนายนนี้ ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ซึ่งไทยตั้งเป้าเจรจาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในการส่งออกสินค้าไปยังยุโรป มิฉะนั้นไทยอาจเสียเปรียบคู่แข่ง อาทิ เวียดนาม และสิงคโปร์ ที่มี FTA กับ EU แล้ว

ปัจจุบัน การเจรจา FTA ไทย-EU มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถสรุปผลได้แล้ว 11 ข้อบท จากทั้งหมด 24 ข้อบท และยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องหารือเพิ่มเติม จึงมีการจัดกลุ่มประเด็นการเจรจา (clusters) อาทิ กฎระเบียบและมาตรฐานสินค้า สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป สินค้าอุตสาหกรรม พลังงาน การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการค้าดิจิทัล เพื่อให้เห็นบริบทความเชื่อมโยงในการตัดสินใจเชิงนโยบาย ซึ่งต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงานอย่างใกล้ชิด พร้อมขอให้ทีมไทยแลนด์ช่วยสื่อสารจุดแข็งของไทยและสร้างความเชื่อมั่นถึงความตั้งใจจริงของไทยในการผลักดัน FTA ไทย-EU ให้สำเร็จ

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ได้ขอความร่วมมือจากคณะทูตในการชี้แจงผู้ประกอบการในยุโรปว่า ไทยพร้อมเป็นฐานการลงทุน และเป็นแหล่งนำเข้าสำคัญของ EU หลังจากยุโรปต้องกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดการพึ่งพาแหล่งเดิม โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรม อาหารแปรรูปมูลค่าสูง และสินค้าเกษตรแปรรูป พร้อมยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการของทั้งสองฝ่ายให้สามารถพบปะและทำธุรกิจร่วมกันได้ต่อเนื่อง

ไทยยังมีศักยภาพเป็นหุ้นส่วนสำคัญของยุโรปในด้านความมั่นคงอาหาร (Food Security) สุขภาพ (Health) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศ โดยไทยกำลังเร่งปรับโครงสร้างด้านพลังงานและการพัฒนาเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว รวมทั้งมีความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ของเอเชีย หรือ Heart of Asia ซึ่งสามารถเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคได้

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์มีแผนจัดกิจกรรมผลักดันการส่งออกสินค้าและภาคบริการไทยสู่ตลาดยุโรปอย่างต่อเนื่อง โดยในแต่ละปีมีโครงการและกิจกรรมกว่า 100 ครั้ง พร้อมขอให้ทีมไทยแลนด์ช่วยสนับสนุนการทำงานต่อไป โดยกิจกรรมล่าสุดที่ดำเนินการร่วมกัน คือ การประชาสัมพันธ์นิทรรศการประวัติศาสตร์ “ราชพัสตราสู่สากล” เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในพระราชกรณียกิจด้านการส่งเสริมผ้าไทยและงานศิลปหัตถกรรม ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs (MAD) กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

สำหรับการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยเจาะตลาดยุโรป กระทรวงพาณิชย์มีแผนดำเนินการตั้งแต่การเพิ่มพูนความรู้ การทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ช่วยพัฒนามาตรฐานสินค้า การเจรจาจับคู่ธุรกิจ การส่งเสริมการค้าออนไลน์ การสร้างแบรนด์ และการจัดหาเทคโนโลยีและสินค้าทุนที่จำเป็น ตลอดจนการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยต้องการดึงดูดการลงทุนที่ช่วยสร้างงาน สร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ และถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยเฉพาะในภาคเกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมมูลค่าสูง สุขภาพ ดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจยุโรปเข้ามาลงทุน ผลิต และใช้ไทยเป็นฐานเชื่อมโยงตลาดโลก รวมทั้งร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปเพื่อยกระดับมูลค่าเพิ่มของภาคเกษตรไทย ซึ่งแผนงานเหล่านี้ กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการเพียงลำพังไม่ได้ และจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทีมไทยแลนด์ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและการค้าของไทยในเวทีโลก

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

“ศุภจี” ร่วมคณะ “นายก” เยือนฝรั่งเศส หวังเร่ง FTA ไทย-EU พ่วงดึงลงทุน

Back to top button