
“สันติธาร” ชี้เศรษฐกิจไทยเหมือน “เรือเก่าเครื่องพัง” เจอคลื่นซ้ำ 3 ระลอก
“ดร.สันติธาร” เปรียบเศรษฐกิจไทยเป็น “เรือเก่าเครื่องพัง” หลัง GDP โตต่ำกว่า 3% ท่ามกลางแรงกดดันจากพลังงานแพง เงินเฟ้อสูง และกำลังซื้ออ่อนแรง พร้อมเดินหน้ายุทธศาสตร์ 5T รับมือความเปราะบาง และดึงการลงทุนอุตสาหกรรมอนาคตเข้าสู่ไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (28 พ.ค.69) ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา “Thailand Next : The Successor เชื่อมรุ่น สร้างอนาคต” จัดโดยประชาชาติธุรกิจ เปรียบเศรษฐกิจไทยเสมือน “เรือ” ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีคนดีนั่งอยู่บนเรือ และเคยเดินหน้าได้อย่างแข็งแรง แต่ขณะนี้กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ใน 3 มิติ
มิติแรก คือ “เครื่องยนต์เก่า” หรือการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง โดยในอดีตเศรษฐกิจไทย หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เคยขยายตัวได้ระดับ 5-6% แต่ปัจจุบันเติบโตต่ำกว่า 3% จากปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ทำให้แรงงานหายไปฉุดรั้ง GDP ลบถึงปีละ 1%
ดร.สันติธาร กล่าวว่า หากไทยต้องการให้ GDP กลับมาขยายตัว จำเป็นต้องยกระดับศักยภาพในอุตสาหกรรมเดิม ผ่านการลงทุนด้านเทคโนโลยี และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) ควบคู่กับการเดินหน้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่โลกต้องการ เช่น AI Economy, Green Economy และ Longevity Economy เพื่อให้ไทยสามารถต่อยอดจุดแข็งเดิมและเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจโลก
ส่วนมิติที่สอง คือ “รอยร้าวและจุดเปราะบาง” ที่เมื่อเกิดแรงกระแทกจากภายนอกจะกลายเป็นจุดรั่วของเศรษฐกิจไทย โดยปัจจุบันจุดเปราะบางสำคัญ คือ ความมั่นคงทางพลังงาน เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซในสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับ GDP อีกทั้งยังใช้พลังงานจำนวนมากในการสร้าง GDP 1 หน่วย สะท้อนถึงประสิทธิภาพด้านพลังงานที่ยังต่ำ
ทั้งนี้ มองว่า “ความมั่นคงทางพลังงาน” เชื่อมโยงโดยตรงกับ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” และถือเป็นจุดอ่อนสำคัญที่เมื่อโลกเผชิญปัญหา จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทันที
ขณะที่มิติที่สาม คือ “น่านน้ำใหม่และคลื่นลมยักษ์” โดยเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดัน 3 ระลอก ได้แก่ ระลอกแรก ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ระลอกสอง เงินเฟ้อและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจผลักดันอัตราเงินเฟ้อขึ้นสู่ระดับ 4-5% และระลอกสาม กำลังซื้อที่อ่อนแรง ส่งผลให้ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนจะเผชิญภาวะ “ถูกบีบสองทาง” (Double Squeeze) จากต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ยอดขายและกำไรลดลง
ดร.สันติธาร กล่าวว่า วิกฤตดังกล่าวจะเข้ามาซ้ำเติมความเปราะบางเดิมของไทย ท่ามกลางกันชนทางเศรษฐกิจที่ยังไม่แข็งแรง ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับ 87% ของ GDP และปัญหาสภาพคล่องของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME) ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ไทยต้องยอมรับและเร่งแก้ไข
นอกจากนี้ โลกเศรษฐกิจยุคใหม่กำลังเปลี่ยนจากแนวคิด “Efficiency First” ที่เน้นต้นทุนต่ำ การค้าเสรี และไม่มีกำแพงภาษี ไปสู่ยุค “Security First” ที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความปลอดภัย ความยืดหยุ่น และการกระจายความเสี่ยงจากตลาดใหญ่ ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ ต้องปรับตัวใหม่และมองหาโอกาสจากบริบทโลกที่เปลี่ยนไป
ทั้งนี้ มองว่าไทยและอาเซียนกำลังกลายเป็นพื้นที่สำคัญของการกระจายความเสี่ยง (Diversification) และเป็นจุดหมายการลงทุนใหม่ของโลก สะท้อนผ่านเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้าไทยเกือบ 2 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา และอีกประมาณ 1 ล้านล้านบาทในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI อิเล็กทรอนิกส์ Data Center Green Economy หุ่นยนต์ และการแพทย์
สำหรับแนวทางรับมือ รัฐบาลได้วางยุทธศาสตร์ “5T” ภายใต้การนำของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อเปลี่ยนผ่านและพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย ประกอบด้วย T1 Target มุ่งช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายอย่างตรงจุด T2 Transition เปลี่ยนผ่านลดความเปราะบางทางพลังงาน T3 Transform ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่ยุคใหม่ T4 Transparent เน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และ T5 Together ส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
โดยในส่วนของ Target จะเน้นการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางให้สอดคล้องกับแต่ละระลอกของวิกฤต เช่น การช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน และการพยุงกำลังซื้อรวมถึงเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ SME ในช่วงกำลังซื้ออ่อนแรง
ส่วน Transition จะเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ Green Economy ทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้ใช้งาน เช่น การพัฒนาพลังงานสะอาด Smart Grid การผลักดัน EV และเชื้อเพลิงชีวภาพ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานรองรับอุตสาหกรรมใหม่
ขณะที่ Transform จะมุ่งต่อยอดเม็ดเงินลงทุน FDI ให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจไทย ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาหลักสูตรร่วมกับมหาวิทยาลัยเพื่อยกระดับแรงงานทักษะสูง (Up-skill) รวมถึงการสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และการจับคู่ธุรกิจให้ SME ไทยสามารถเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมใหม่ได้มากขึ้น
“ตอนนี้ คือ เวลาที่เราจะสร้างเรือหน้าตาแบบไหน เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป โดยเราจะเลือกเครื่องยนต์เก่าขับเรือไปด้วยฝีมือ และให้คนรุ่นต่อไปไปตายดาบหน้า หรือจะใช้วิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสอัพเกรดเครื่องยนต์ใหม่วิ่งให้เร็วขึ้น ไปไกลขึ้น เปลี่ยนกันชน และอุดรอยรั่วให้ความไม่มั่นคงทางพลังงานไม่เป็นจุดอ่อนอีกต่อไป พร้อมอัพเกรดที่นั่งสำหรับทุกคน ทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่ ให้นั่งสบายไปด้วยกันได้ เชื่อว่าไทยเราเลือกอัพเกรดเครื่องยนต์ใหม่ได้ แม้ไม่ง่ายแต่ทำได้ ภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ คนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่ ต้องจับมือกัน เพื่อขับเรือลำนี้ออกไปสู่โลกได้ในเวทีโลกอย่างภาคภูมิใจ” ดร.สันติธาร กล่าว

