“เอกนิติ-ผยง” สำรวจวันแรก “ไทยช่วยไทยพลัส” 3 ชม. ยอดใช้จ่ายแตะ 169 ล้าน

รองนายกฯ “เอกนิติ” ควงผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ลงพื้นที่ตลาดสดธนบุรี สำรวจวันแรกโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” พบบรรยากาศการใช้สิทธิเป็นไปอย่างคึกคัก พร้อมเผย 3 ชั่วโมงแรกมียอดใช้จ่ายกว่า 169 ล้านบาท จากผู้ใช้สิทธิเกือบ 9 แสนราย ย้ำเป้าหมายลดค่าครองชีพประชาชน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (1 มิ.ย. 69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และคณะ ลงพื้นที่ติดตามการใช้สิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ในวันแรก ณ ตลาดสดธนบุรี ถนนบรมราชชนนี เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร

นายเอกนิติ กล่าวว่า บรรยากาศการใช้สิทธิโดยรวมเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนทยอยใช้สิทธิกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก โดยโครงการกำหนดให้ภาครัฐร่วมจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% สำหรับการใช้จ่ายไม่เกิน 200 บาทต่อวัน หรือ 1,000 บาทต่อเดือน ซึ่งสิทธิสามารถทยอยใช้ได้ตลอดทั้งเดือน และไม่จำเป็นต้องใช้ในวันแรก

นายเอกนิติ ย้ำว่า โครงการดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายหลักเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เน้นช่วยลดภาระค่าครองชีพและบรรเทาผลกระทบด้านปากท้องของประชาชนจากภาวะราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ปัจจุบันมีผู้ได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการ 26,040,623 คน โดยราว 60% เป็นกลุ่มชนชั้นกลาง มนุษย์เงินเดือน และวัยทำงาน ขณะที่มีร้านค้าลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมใช้แล้ว 812,603 ร้านค้า ทั้งนี้ โครงการไม่เปิดให้ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ (Modern Trade) เข้าร่วม เพื่อให้เม็ดเงินกระจายสู่ผู้ประกอบการรายย่อยในชุมชนและตลาดสด

สำหรับการชำระเงิน รัฐจะรวบรวมยอดขายของร้านค้าถึงเวลา 23.00 น. ของแต่ละวัน ก่อนโอนเงินในส่วนที่รัฐสนับสนุนให้ในวันถัดไป ส่วนเงินที่ประชาชนชำระจะเข้าบัญชีร้านค้าทันที

นอกจากนี้ ภายในแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ยังมีระบบ AI “นกกระซิบ” ซึ่งช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการขาย อาทิ ช่วงเวลาที่มียอดขายสูง ราคาเฉลี่ยของสินค้า และพฤติกรรมการใช้จ่ายของลูกค้า โดยข้อมูลดังกล่าวอาจนำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินของรัฐในอนาคต เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนและช่วยแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ

นายเอกนิติ กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผู้ไม่มีสมาร์ทโฟน ซึ่งอยู่ในฐานข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13.2 ล้านคน จะได้รับเงินช่วยเหลือผ่านบัตรประชาชนโดยตรงจำนวน 1,000 บาทต่อเดือน

ส่วนผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟนแต่ยังไม่ได้รับสิทธิ กระทรวงการคลังจะร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เปิดสำรวจและตรวจสอบสิทธิ์เพิ่มเติมเป็นเวลา 2 เดือน โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป

สำหรับกรณีฝ่ายค้านเตรียมเสนอให้มีการตรวจสอบการใช้งบประมาณและเงินกู้ในโครงการดังกล่าว นายเอกนิติ ระบุว่า กระทรวงการคลังยินดีให้มีการตรวจสอบ โดยโครงการใช้ระบบดิจิทัลผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” และ “ถุงเงิน” ซึ่งสามารถตรวจสอบประวัติการทำธุรกรรมและเส้นทางการใช้จ่ายได้

“มั่นใจได้ว่า เม็ดเงิน 100% ถึงมือประชาชนและร้านค้าจริง มีประวัติการทำธุรกรรมที่สามารถตรวจสอบและพิสูจน์เส้นทางการเงินได้อย่างชัดเจน” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าว

ส่วนสิทธิที่เหลืออีกประมาณ 4 ล้านสิทธิ จากกรอบเป้าหมาย 30 ล้านสิทธิ รัฐบาลมีแผนนำงบประมาณส่วนดังกล่าวไปใช้ในโครงการเยียวยาอื่น ๆ ต่อไป

ด้าน นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ในวันแรกของโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ณ เวลา 09.00 น. มียอดใช้จ่ายรวม 169.20 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่รัฐบาลร่วมจ่าย 99.59 ล้านบาท และประชาชนร่วมจ่าย 69.61 ล้านบาท ขณะที่มีผู้ใช้สิทธิสำเร็จแล้ว 896,933 คน เกิดธุรกรรมซื้อขายกว่า 1.1 ล้านรายการ ผ่านร้านค้าที่มีการใช้จ่ายสำเร็จ 219,776 ร้านค้า

ทั้งนี้ ธนาคารได้เตรียมความพร้อมของระบบให้รองรับธุรกรรมได้สูงสุด 300,000 รายการต่อวินาที เพื่อรองรับปริมาณการใช้งานในช่วงเปิดโครงการ โดยคาดว่าช่วงเวลาที่มีการใช้จ่ายหนาแน่นที่สุดจะอยู่ในช่วงประมาณ 16.00 น. ของวันจันทร์และวันอังคาร ตามพฤติกรรมการใช้งานของโครงการภาครัฐที่ผ่านมา

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

เริ่มแล้ววันนี้! “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ใช้สิทธิผ่าน “เป๋าตัง” ถึง 30 ก.ย.นี้

“ปลัดคลัง” ชี้เงินเหลือ “ไทยช่วยไทยพลัส” จ่อพิจารณาจัดสรรช่วยประชาชนผ่านโครงการใหม่

Back to top button