
เปิดด่าน “แม่สอด–เมียวดี” หนุนค้าชายแดนคึก! ชู OSP-CBG-MEGA-SJWD รับอานิสงส์
“บล.ดาโอ–ฟินันเซีย ไซรัส” มองบวกกลับมาเปิดด่าน “สะพานมิตรภาพไทย–เมียนมาแห่งที่ 2” หลังปิดนาน 10 เดือน ช่วยลดต้นทุนขนส่งและปลดล็อกการค้าชายแดน หนุนหุ้น Food & Beverage, Health Care และ Logistics เด่น บล.ดาโอเลือก OSP เป็นหุ้นเด่นกลุ่ม Food & Beverage ขณะที่ “ฟินันเซีย ไซรัส” ชู MEGA, OSP, CBG และ SJWD ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของการค้าชายแดนไทย–เมียนมา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การกลับมาเปิดด่านสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมาแห่งที่ 2 หรือ ด่านแม่สอด–เมียวดี กำลังเป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการค้าชายแดน หลังทางการเมียนมากลับมาอนุญาตให้รถบรรทุกสินค้าและการขนส่งข้ามแดนดำเนินการได้อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ภายหลังปิดด่านยาวนานราว 10 เดือน นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568
ขณะที่การกลับมาเปิดด่านสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมาแห่งที่ 2 ดังกล่าวหนุนมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นที่มีรายได้จากเมียนมาและธุรกิจขนส่ง โดยบล.ดาโอเลือก OSP เป็นหุ้นเด่นกลุ่ม Food & Beverage ขณะที่ FSS มองบวกต่อ MEGA, CBG และ SJWD
โดยบล.ดาโอ ระบุในบทวิเคราะห์(29 พ.ค.69) ว่า ด่านแม่สอด–เมียวดีถือเป็นจุดผ่านแดนการค้าหลักและใหญ่ที่สุดระหว่างไทยและเมียนมา โดยมีสัดส่วนมูลค่าการค้าชายแดนมากกว่า 40% ของมูลค่าการค้าชายแดนรวมระหว่างสองประเทศ ขณะที่การปิดด่านในช่วงที่ผ่านมา จากสถานการณ์ความไม่สงบและการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน ส่งผลให้มูลค่าการค้าชายแดนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หรือหดตัวราว 50%
ทั้งนี้ สินค้าหลักที่ผ่านด่านดังกล่าว ได้แก่ เครื่องดื่ม น้ำมันเชื้อเพลิง และสินค้าอุปโภคบริโภคในกลุ่ม FMCG ทำให้การเปิดด่านครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่ม Food & Beverage โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลัง เนื่องจากช่วยให้การขนส่งสินค้ากลับมาคล่องตัวมากขึ้น ลดทั้งต้นทุนและระยะเวลาขนส่ง หลังจากก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการไทยต้องพึ่งพาเส้นทางท่าข้ามธรรมชาติ ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าและใช้เวลานานกว่า
บล.ดาโอ ประเมินว่า หุ้นที่ได้รับประโยชน์โดยตรง ได้แก่ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP ซึ่งมีสัดส่วนรายได้จากเมียนมาประมาณ 20-22% ของรายได้รวม และบริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG ซึ่งมีสัดส่วนรายได้จากเมียนมาประมาณ 9-11% ของรายได้รวม ขณะที่ประเด็นใบอนุญาตนำเข้า หรือ Import License ซึ่งยังใช้เวลาค่อนข้างนานและต้องขอเป็นราย Shipment คาดว่าจะทยอยคลี่คลายในเดือนมิถุนายน 2569
สำหรับ OSP บล.ดาโอคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 19.00 บาท พร้อมคงประมาณการกำไรปกติปี 2569 ที่ 3,508 ล้านบาท ทรงตัวจากปีก่อน โดยมีแรงหนุนจากรายได้เครื่องดื่มในประเทศที่คาดเติบโต 7% และรายได้กลุ่ม Personal Care เติบโต 4% ช่วยชดเชยรายได้เครื่องดื่มต่างประเทศที่ลดลงจากผลกระทบมาตรฐานบัญชีใหม่ TAS 21 และประเด็น Import License
อย่างไรก็ตาม หากปรับฐานปี 2568 ด้วยมาตรฐาน TAS 21 จะเห็นว่ากำไรปกติปี 2569 ของ OSP มีแนวโน้มเติบโต 22% จากปีก่อน ขณะที่บล.ดาโอเลือก OSP เป็น Top pick ของกลุ่ม Food & Beverage จาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ แนวโน้มกำไรที่ทรงตัวได้ดีกว่าคู่แข่งในภาวะความไม่แน่นอน มูลค่าหุ้นที่น่าสนใจ โดยซื้อขายที่ระดับ PER ปี 2569 ประมาณ 13.1 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี และอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงราว 5.3%
ส่วน CBG บล.ดาโอคงคำแนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 40.00 บาท โดยคาดกำไรปกติปี 2569 อยู่ที่ 2,624 ล้านบาท ลดลง 8% จากปีก่อน แม้รายได้รวมมีแนวโน้มขยายตัว 2% จากธุรกิจ Domestic Branded Own และ Distribution Business แต่ยังถูกกดดันจากรายได้ต่างประเทศที่ลดลง โดยเฉพาะกัมพูชา รวมถึงอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงจากสัดส่วนรายได้ธุรกิจจัดจำหน่ายซึ่งมีมาร์จิ้นต่ำ และต้นทุนพลังงานกับบรรจุภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS ระบุว่า การเปิดด่านเมียวดี–แม่สอดตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 หลังปิดมานานกว่า 10 เดือน เป็นปัจจัยบวกต่อการค้าชายแดนไทย–เมียนมา โดยเฉพาะหุ้นที่มีสัดส่วนรายได้จากเมียนมาค่อนข้างสูง ได้แก่ บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ MEGA, OSP และ CBG เนื่องจากจะช่วยให้การขนส่งสินค้าทางบกกลับมาสะดวกขึ้น ลดทั้งระยะเวลาและต้นทุน เมื่อเทียบกับการขนส่งทางเรือ
นอกจากนี้ FSS ยังมองว่าประเด็นดังกล่าวเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ เช่น บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SJWD ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์จากปริมาณการขนส่งสินค้าข้ามแดนที่ทยอยฟื้นตัว หลังช่องทางการค้าหลักกลับมาเปิดให้บริการตามปกติ
โดยภาพรวม นักวิเคราะห์มองว่าการเปิดด่านแม่สอด–เมียวดีเป็นปัจจัยบวกเชิง Sentiment และเชิงพื้นฐานต่อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเมียนมา โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลัง สินค้าอุปโภคบริโภค สุขภาพ และโลจิสติกส์ ขณะที่ OSP ถูกยกให้เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม จากสัดส่วนรายได้เมียนมาที่สูง ฐานะกำไรที่มีแนวโน้มฟื้นตัวเมื่อข้อจำกัดด้านขนส่งและใบอนุญาตนำเข้าผ่อนคลายลง รวมถึง Valuation และ Dividend Yield ที่ยังน่าสนใจ