FETCO ชงคลังเดินหน้า TISA สร้างเม็ดเงิน “ระยะยาว” ดันตลาดหุ้นหนุนเศรษฐกิจไทย

FETCO เสนอคลังเดินหน้าโครงการ TISA ชี้เป็นกลไกส่งเสริมการออมและเพิ่มสภาพคล่องตลาดทุนในระยะยาว ย้ำเป้าหมายสร้างวัฒนธรรมการลงทุนต่อเนื่อง ไม่ใช่มาตรการดันหุ้นระยะสั้น พร้อมมองหุ้นไทยยังได้เปรียบจากแรงกดดันเงินเฟ้อที่ไม่รุนแรงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ


ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า ช่วงเช้าวันนี้ (11 มิ.ย.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานหารือกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือการหารือความคืบหน้าโครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account) บัญชีออมและลงทุนส่วนบุคคลเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า การเข้าพบผู้บริหารกระทรวงการคลังครั้งนี้มี 3 วัตถุประสงค์หลัก ได้แก่ การนำเสนอความพร้อมของตลาดทุนในการสนับสนุนและขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล การรับฟังว่าภาครัฐต้องการให้ตลาดทุนช่วยเหลือในประเด็นใดเพิ่มเติม และการนำเสนอความเห็นเกี่ยวกับประเด็นที่ยังค้างคาอยู่ ซึ่งรวมถึงโครงการ TISA

ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO)

ทั้งนี้ FETCO มองว่า TISA เป็นช่องทางที่จะช่วยเพิ่มการลงทุนและสภาพคล่องในตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงต้องการนำเสนอแนวทางการออกแบบโครงการให้สามารถดึงเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดทุนได้จริง ไม่ใช่เป็นโครงการที่ประกาศออกมาแล้วไม่ได้รับความสนใจจากประชาชน โดยการตัดสินใจว่าโครงการจะออกมาเมื่อใดนั้นขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลัง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าอยากเห็นโครงการออกมาโดยเร็วหรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า “แน่นอน” พร้อมระบุว่า ตลาดทุนไทยปรับตัวได้ดีในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และหากสามารถดึงสภาพคล่องในประเทศเข้ามาเพิ่มเติมได้ ก็จะช่วยให้ตลาดทุนยังคงมีศักยภาพในการสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลในหลายด้าน

สำหรับความคืบหน้าของ TISA นายไพบูลย์ กล่าวว่า โครงการมีความพร้อมมาตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้ว แต่ยังมีรายละเอียดที่ต้องหารือร่วมกัน โดยฝั่งตลาดทุนต้องการให้โครงการมีแรงจูงใจเพียงพอ ขณะที่ภาครัฐต้องพิจารณาความเหมาะสมและข้อจำกัดด้านงบประมาณ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันคือ TISA เป็นโครงการที่ดี เพราะจะช่วยสร้างวัฒนธรรมการลงทุน ส่งเสริมให้คนไทยออมเงินมากขึ้น และหันมาลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนระยะยาวได้ดีกว่าการฝากเงินไว้เฉย ๆ

นายไพบูลย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า TISA เป็นมาตรการระยะยาว ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อผลักดันตลาดหุ้นในระยะสั้น แต่เป็นโครงการถาวรที่มุ่งสร้างวัฒนธรรมการลงทุนในประเทศ และสร้างเม็ดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

“ถ้า TISA เข้ามาได้เร็ว ก็อาจมีส่วนช่วยเพิ่มสภาพคล่องในระยะสั้นได้บ้าง แต่ผลที่เราคาดหวังคือความต่อเนื่องของเม็ดเงินที่จะเข้ามาในระยะยาวมากกว่า” นายไพบูลย์ กล่าว

ส่วนประเด็นวงเงินลงทุน 800,000 บาทนั้น ยังต้องหารือในรายละเอียดเพิ่มเติม โดยย้ำว่า FETCO ไม่ใช่ผู้ตัดสินใจในเรื่องดังกล่าว แต่ให้ความสำคัญกับการทำให้ TISA เป็นกลไกที่สร้างเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ตลาดทุนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

“จะไม่มีระเบิดเวลาที่พอหมดปุ๊บเหมือนที่เราเห็นเมื่อปี 2568 เพราะครบกำหนดพอดีและไม่ได้ลดหย่อนภาษีแล้ว” นายไพบูลย์กล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีล่าสุดสหรัฐอเมริการายงานตัวเลขเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และกรณีตลาดหุ้นอินโดนีเซียปรับตัวลดลงหลัง MSCI ถอดหุ้นหลายบริษัทออกจากดัชนีหลัก นายไพบูลย์ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบเมื่อเทียบกับหลายประเทศ เนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อของไทยไม่ได้รุนแรงเท่าประเทศอื่น แม้จะเผชิญแรงกดดันด้านพลังงานเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ หลายประเทศยังเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อจากปัจจัยอื่นเพิ่มเติม ขณะที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบหลักจากด้านอาหารและพลังงานที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์สงคราม โดยปัจจัยเงินเฟ้อด้านอื่นยังไม่ได้สร้างแรงกดดันมากนัก

นายไพบูลย์ กล่าวว่า นักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากจึงมองว่าอัตราดอกเบี้ยของไทยมีแนวโน้มทรงตัวและไม่น่าปรับขึ้นเหมือนบางประเทศ ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มที่ดีกว่าหลายตลาดในระยะข้างหน้า

นอกจากนี้ ยังมีความคาดหวังว่ารัฐบาลจะสามารถดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ โดยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสแรกที่ออกมาสูงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทย

ด้านนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง กล่าวว่า การหารือเกี่ยวกับโครงการ TISA ในครั้งนี้ ทุกฝ่ายจะนำข้อมูลและแนวทางมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน โดยกระทรวงการคลังจะเน้นการรับฟังข้อเสนอจากภาคตลาดทุนเป็นหลัก เนื่องจากในเบื้องต้นทุกฝ่ายมีเป้าหมายร่วมกันอยู่แล้ว โดยจะหารือในรายละเอียดและแนวทางดำเนินการ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ร่วมกันได้

Back to top button