ครม.ไฟเขียวเกณฑ์คุม “สินค้านำเข้า” เสี่ยงแรงงานบังคับ รับมือมาตรา 301 สหรัฐ

ครม.เห็นชอบตั้งกลไกใหม่คุมสินค้านำเข้าเสี่ยงแรงงานบังคับ จัดทำ Watchlist และ Risk List ยกระดับมาตรฐานการค้าไทย สอดรับกติกาสากลและเพิ่มความเชื่อมั่นคู่ค้า


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (23 มิ.ย.69) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบผลการไต่สวนประเทศไทยภายใต้มาตรา 301 แห่งพระราชบัญญัติการค้า ค.ศ. 1974 ของสหรัฐอเมริกา กรณีการป้องกันสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ (Forced Labor) และเห็นชอบจัดตั้งคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ

สาระสำคัญคือ การจัดตั้งกลไกกลาง เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ มาตรการ และแนวทางตรวจสอบสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงจากการใช้แรงงานบังคับ รวมทั้งจัดทำบัญชีเฝ้าระวัง (Watchlist/Blacklist) และบัญชีรายชื่อสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยง (Risk List) เสนอ ครม. เพื่อใช้กำหนดมาตรการที่เหมาะสมต่อไป

คณะกรรมการดังกล่าวจะประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องรวม 17 หน่วยงาน เพื่อบูรณาการข้อมูลและการดำเนินงานร่วมกันในการแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยจะช่วยยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลสินค้านำเข้าของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชน เพิ่มความเชื่อมั่นแก่คู่ค้า นักลงทุน และผู้บริโภค รวมทั้งรองรับแนวโน้มการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทานมากยิ่งขึ้น

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า มาตรการดังกล่าวถือเป็นกลไกที่ยังไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย โดยหลังจาก ครม. มีมติเห็นชอบผลการพิจารณาของคณะกรรมการดังกล่าวแล้ว จะส่งเรื่องให้กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 เพื่อบังคับใช้ต่อไป

ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับมาตรฐานสากลขององค์การสหประชาชาติ (UN) และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ในการป้องกันแรงงานบังคับตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้เผยแพร่ข้อเสนอเบื้องต้นภายใต้การสอบสวนตามมาตรา 301 โดยเสนอจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมกับ 60 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ รวมถึงประเทศไทยในอัตรา 12.5% จากประเด็นมาตรการป้องกันสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ (Forced Labor)

Back to top button