คลังเล็งออก 3 แพ็กเกจอุ้มซื้อ EV ดึงไฟแนนซ์ร่วมคัดกรอง ลุ้นเคาะครั้งเดียว

กระทรวงการคลังเดินหน้ามาตรการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ผ่าน 3 รูปแบบอุดหนุน พร้อมดึงสถาบันการเงินร่วมคัดกรองผู้ซื้อ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงสิทธิ์และลดขั้นตอนการดำเนินงาน ภายใต้กรอบเงินกู้ 400,000 ล้านบาท เตรียมเสนอคณะกรรมการกลั่นกรองพิจารณาในเร็ว ๆ นี้


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการประชุมร่วมกับกรมสรรพสามิตเกี่ยวกับโครงการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งอยู่ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงินรวม 400,000 ล้านบาท โดยจะนำเงินกู้ก้อนที่สอง วงเงิน 200,000 ล้านบาท มาใช้ขับเคลื่อนนโยบายเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

สำหรับความคืบหน้าโครงการดังกล่าว นายลวรณ ระบุว่า ขณะนี้ข้อเสนอของกรมสรรพสามิตมีความพร้อมในระดับสูง และเกือบสมบูรณ์แล้ว โดยมีการปรับรายละเอียดเงื่อนไขเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก. เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ทั้งนี้ โครงการมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในทุกกลุ่มผู้บริโภค โดยภายหลังการพิจารณาจะทำให้รายละเอียดมาตรการมีความชัดเจนมากขึ้น

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังยังได้ขอความร่วมมือให้ทุกหน่วยงานเร่งจัดทำและเสนอแผนโครงการที่ประสงค์ใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก. เพื่อเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองโดยเร็ว เพื่อให้มีระยะเวลาดำเนินโครงการมากขึ้น เนื่องจากตามกรอบกฎหมายกำหนดให้ทุกโครงการต้องอนุมัติและก่อหนี้ผูกพันแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2570

ด้านนายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยความคืบหน้าว่า โครงการสนับสนุนผู้ซื้อยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ ภายใต้กรอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ในส่วนวงเงิน 200,000 ล้านบาท ได้หารือร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อออกแบบรูปแบบการอุดหนุนผ่านสถาบันการเงิน (ไฟแนนซ์) เพื่อใช้เป็นกลไกคัดกรองคุณสมบัติและความน่าเชื่อถือทางเครดิตของผู้ซื้อ

โดยแนวทางที่เสนอประกอบด้วย 3 รูปแบบ ได้แก่

  1. การช่วยเหลือผ่านส่วนลดเงินต้น
  2. การอุดหนุนอัตราดอกเบี้ย
  3. การช่วยเหลือผู้ซื้อด้วยเงินสดผ่านระบบไฟแนนซ์ เช่น กรณีซื้อรถ EV ผลิตในประเทศและยื่นขอสินเชื่อวงเงิน 850,000 บาท รัฐสนับสนุน 50,000 บาท ทำให้ยอดจัดไฟแนนซ์เหลือ 800,000 บาท

ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตตั้งเป้าให้มาตรการสามารถสรุปและเสนออนุมัติได้ในครั้งเดียว เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการดำเนินงานต่อไป

Back to top button