“เอกนิติ” ชี้ Thailand FastPass เร่งลงทุน 7–8 แสนลบ. โบรกชูหุ้นค้าปลีก–โครงสร้างพื้นฐาน

รองนายกฯ “เอกนิติ” คาด Thailand FastPass ดันเม็ดเงินลงทุน 7–8 แสนล้านบาท ขณะที่ KS ชี้หนุนหุ้นค้าปลีก–โครงสร้างพื้นฐานเด่น


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ว่า ปีนี้คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประมาณ 700,000–800,000 ล้านบาท สอดคล้องกับนโยบาย “ปีแห่งการลงทุน” (Investment Let Grow) ที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการลงทุนเป็นหลัก

นายเอกนิติ กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวเป็นการผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตด้วยการลงทุน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว พร้อมเพิ่มศักยภาพการผลิตของประเทศ โดยระบุว่า เป็นลักษณะ “ยิงนกทีเดียวได้สองตัว”

นโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายของนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่ตั้งเป้ายกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยให้อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก (Top 20) ภายใน 4 ปี และผลักดันอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจให้มากกว่า 3% จากระดับปัจจุบันราว 2.7%

นายเอกนิติ ระบุด้วยว่า เครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อน ได้แก่ BOI, BOI FastPass และ Thailand FastPass ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาการอนุมัติการลงทุนลงอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นแรงสนับสนุนให้เม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นในปีนี้

ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS ประเมินว่า การเปิดตัวโครงการ Thailand FastPass ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือ 8 หน่วยงานภาครัฐ เพื่อเร่งรัดกระบวนการอนุมัติและอนุญาตโครงการลงทุน จะช่วยลดระยะเวลาการดำเนินงานลงราว 20–50% และสนับสนุนให้เกิดเม็ดเงินลงทุนกว่า 700,000 ล้านบาท

โดยเม็ดเงินดังกล่าวครอบคลุมอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ Data Center, AI Infrastructure, Semiconductor, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และสร้างการจ้างงานคุณภาพในระยะยาว

KS ระบุว่า แนวโน้มดังกล่าวเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA และบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA รวมถึงกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและสาธารณูปโภค ได้แก่ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK, บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON, บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP และ บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL ซึ่งมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากการเร่งลงทุนของภาคเอกชนและเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เพิ่มขึ้น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

“นายก” เปิดบิ๊กโปรเจกต์ “Thailand FastPass” ชูรัฐทำงานเร็ว ดึงลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต

Back to top button