
คลังโต้! รัฐไม่ได้ถังแตก หั่นสิทธิบัตรคนจนเหลือ 9.5 ล้านราย ย้ำไร้เพดานงบ
กระทรวงการคลัง ยืนยันคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามคุณสมบัติ ไม่ได้ใช้งบประมาณเป็นตัวตั้ง พร้อมส่งทีมลงพื้นที่ช่วยผู้หลุดสิทธิยื่นทบทวน ก่อนประกาศผล 21 ก.ย. 69
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังยืนยันว่า การกำหนดคุณสมบัติและหลักเกณฑ์คัดกรองผู้ได้รับสิทธิโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 (บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) ได้ผ่านการศึกษาและพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้การคัดกรองผู้ได้รับสิทธิและผู้หลุดสิทธิเป็นไปอย่างเหมาะสม ขณะที่การปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์จากการพิจารณาในระดับครอบครัวมาเป็นระดับบุคคล มีเป้าหมายเพื่อให้การพิสูจน์สิทธิมีความชัดเจน ตรงไปตรงมา และตรวจสอบได้ง่ายขึ้น
สำหรับข้อสังเกตกรณีมีผู้ผ่านการคัดกรองตามหลักเกณฑ์จำนวน 9.51 ล้านราย ลดลงจากฐานผู้ได้รับสิทธิเดิม 13.18 ล้านราย นายวินิจ ชี้แจงว่า เนื่องจากรัฐบาลมีงบประมาณไม่เพียงพอหรืออยู่ในภาวะ “ถังแตก” นั้น กระทรวงการคลังยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้ใช้งบประมาณเป็นตัวตั้ง และไม่ได้กำหนดเพดานจำนวนผู้ได้รับสิทธิไว้แต่อย่างใด
รัฐบาลมีความตั้งใจให้สิทธิแก่ประชาชนทุกคนที่ผ่านหลักเกณฑ์ รวมถึงผู้ที่ยื่นขอทบทวนสิทธิและได้รับการพิจารณาว่ามีคุณสมบัติครบถ้วน พร้อมเตรียมมาตรการช่วยเหลือผู้ที่หลุดสิทธิทันที
ทั้งนี้ เป้าหมายหลักของการคัดกรองในปี 2569 คือ การนำผู้ที่ไม่เข้าข่ายคุณสมบัติ ผู้ที่ไม่ได้มีความเดือดร้อนอย่างแท้จริง หรือมีความเป็นอยู่ดีขึ้นออกจากระบบ และนำผู้ที่เดือดร้อนจริง รวมถึงกลุ่มเปราะบางเข้าสู่ระบบสวัสดิการอย่างตรงเป้าหมาย
รัฐบาลเตรียมจัดทีมลงพื้นที่และตั้งหน่วยประสานงาน เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ทำความเข้าใจ และช่วยเหลือผู้ที่หลุดสิทธิในการยื่นขอทบทวนสิทธิภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 โดยกำหนดประกาศผลการทบทวนสิทธิในวันที่ 21 กันยายน 2569
ผู้ได้รับสิทธิรายใหม่และผู้ที่ผ่านการทบทวนสิทธิจะสามารถเริ่มใช้สิทธิสวัสดิการพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
ขณะเดียวกัน รัฐบาลเตรียมมาตรการเยียวยาผู้ที่หลุดสิทธิ ทั้งผู้ได้รับสิทธิจากฐานเดิม 13.18 ล้านราย และผู้ลงทะเบียนรอบใหม่แต่ไม่ผ่านหลักเกณฑ์ ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” รูปแบบร่วมจ่าย 60:40 เป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2569 โดยเตรียมเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 21 กรกฎาคมนี้
ส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับความคลาดเคลื่อนของฐานข้อมูลต้นทาง ซึ่งอาจทำให้ประชาชนบางส่วนไม่ผ่านการคัดกรองนั้น นายวินิจ ยืนยันว่า จะเร่งแก้ไขข้อมูล และจะไม่ทำให้ประชาชนเสียสิทธิที่ควรได้รับ
เบื้องต้นพบปัญหาสำคัญ 3 กรณี ได้แก่
1. การถือกรรมสิทธิ์ยานพาหนะ โดยกฎหมายขนส่งทางบกครอบคลุมรถทุกประเภท ส่งผลให้ผู้ที่มีรถเสื่อมสภาพ ใช้งานไม่ได้ ไม่ได้ต่อทะเบียน หรือขายแบบโอนลอยแต่ผู้ซื้อยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อ อาจถูกตรวจพบว่ายังถือครองรถยนต์ ซึ่งสามารถนำหลักฐานมายื่นขอทบทวนสิทธิได้
2. สถานะนักเรียนหรือนักศึกษาตกค้างในระบบ โดยพบผู้สูงอายุหลายรายไม่ผ่านหลักเกณฑ์ เนื่องจากยังมีชื่อเป็นนักเรียนจากการเคยลงทะเบียนการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือ กศน. ในอดีต รวมถึงความคลาดเคลื่อนจากการบันทึกข้อมูลซ้ำซ้อนในฐานข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการ
3. การถือครองที่ดิน ซึ่งอาจเกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินภายในครอบครัว เช่น การยกที่ดินให้บุตรหลานแล้ว แต่ยังไม่ได้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย ทำให้ระบบยังตรวจพบว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ถือครองที่ดิน


