
สนค. ชี้ไทยมีแต้มต่อ ดัน Advanced Green Manufacturing หนุนส่งออกยั่งยืน
สนค. ชี้ไทยมีศักยภาพแฝงด้านการค้าสีเขียว หลังดัชนี GCP อยู่ที่ 1.4 สูงกว่า GCI ที่ 0.7 แนะต่อยอดฐานการผลิตเดิมสู่ Advanced Green Manufacturing ดันระบบทำความเย็น พลังงานแสงอาทิตย์ ยานยนต์ไฟฟ้า และพลาสติกชีวภาพ เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (31 ก.ค.69) นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน ประเทศไทยมีศักยภาพแฝงในระดับสูงในการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นฐานผลิตสินค้าสีเขียว โดยหัวใจสำคัญคือการต่อยอดจากจุดแข็งดั้งเดิม เพื่อยกระดับภาคการผลิตไทยสู่การผลิตสีเขียวขั้นสูง หรือ Advanced Green Manufacturing

การปรับตัวดังกล่าวไม่ใช่ต้นทุนหรือภาระ แต่เป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ในการสร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ท่ามกลางสถานการณ์การค้าโลกที่ผันผวน นอกจากเทคโนโลยีดิจิทัลที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งแล้ว อุตสาหกรรมสีเขียวยังเป็นอีกหนึ่งภาคส่วนที่มีแนวโน้มเติบโตและมีอิทธิพลต่อการค้าโลกมากขึ้น สะท้อนจากการที่ประเทศคู่ค้าต่างเร่งนำแนวคิดด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมมาใช้เป็นมาตรฐานและมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี หรือ Non-Tariff Measures (NTMs)
สำหรับประเทศไทย ภาคการผลิตและการส่งออกยังมีแต้มต่อและพื้นที่อีกมากในการยกระดับสู่ Advanced Green Manufacturing ซึ่งครอบคลุมทั้งการผลิตสินค้าสีเขียวโดยตรง และการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
รายงานวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยของธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า ดัชนีความซับซ้อนสีเขียว (Green Complexity Index: GCI) ซึ่งใช้วัดความสามารถของประเทศในการส่งออกสินค้าสีเขียวที่มีความซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพของไทย อยู่ที่ 0.7
ขณะที่ดัชนีศักยภาพความซับซ้อนสีเขียว หรือ Green Complexity Potential Index (GCP) ซึ่งประเมินศักยภาพของประเทศในการต่อยอดโครงสร้างการผลิตเดิมไปสู่การส่งออกสินค้าที่มีความซับซ้อนมากขึ้นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต อยู่ที่ 1.4
ตัวเลข GCP ที่สูงกว่า GCI สะท้อนว่า ประเทศไทยยังมีพื้นที่อีกมากในการยกระดับห่วงโซ่มูลค่าสีเขียว โดยรายงานยังระบุกลุ่มสินค้าส่งออกที่ไทยมีศักยภาพและสามารถปรับให้สอดรับกับแนวโน้มด้านความยั่งยืน ได้แก่ ระบบทำความเย็น พลังงานแสงอาทิตย์ และยานยนต์ไฟฟ้า
เมื่อพิจารณาร่วมกับข้อมูลสถิติการค้าและสัดส่วนตลาดโลก พบว่า สินค้าในกลุ่มระบบทำความเย็นและพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นกลุ่มที่ประเทศไทยมีแต้มต่อในเวทีโลกอย่างแข็งแกร่ง
ในกลุ่มระบบทำความเย็น ไทยเป็นผู้ส่งออกเครื่องปรับอากาศ พิกัด HS 841581 อันดับ 1 ของโลก โดยในปี 2568 มีมูลค่าการส่งออกรวม 1,127.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 18.20% ของมูลค่าการค้าโลกในสินค้าดังกล่าว มีตลาดส่งออกหลัก 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และอิตาลี ซึ่งล้วนเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมเข้มงวด
นอกจากนี้ ไทยยังส่งออกคอมเพรสเซอร์ พิกัด HS 841430 มูลค่า 635.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีส่วนแบ่งตลาดโลก 1.96% และส่งออกเครื่องยนต์และมอเตอร์อื่น ๆ พิกัด HS 841280 มูลค่า 156.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีส่วนแบ่งตลาดโลก 6.62%
ส่วนกลุ่มพลังงานแสงอาทิตย์ ไทยมีความเชี่ยวชาญในสินค้าที่มีความซับซ้อนสูง โดยส่งออกชิ้นส่วนอุปกรณ์ทัศนศาสตร์ พิกัด HS 901390 มูลค่า 114.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีส่วนแบ่งตลาดโลก 1.70% และส่งออกเลนส์ ปริซึม กระจกเงา และวัตถุเชิงทัศนศาสตร์ พิกัด HS 900290 มูลค่า 276.42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีส่วนแบ่งตลาดโลก 3.33%
ความสามารถในการผลิตและส่งออกสินค้าในสองกลุ่มดังกล่าว สะท้อนว่าระบบนิเวศการผลิตดั้งเดิมของไทยมีความพร้อมสูง การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนจึงไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่ แต่เป็นการยกระดับเทคโนโลยีและองค์ความรู้เดิมให้ตอบโจทย์มาตรฐานสีเขียวขั้นสูง ตัวอย่างเช่น การเร่งปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่ระบบทำความเย็นที่ใช้สารทดแทนคาร์บอนต่ำ หรือการยกระดับชิ้นส่วนโซลาร์เซลล์ให้มีประสิทธิภาพในการรับและหักเหพลังงานที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ไทยรักษาและขยายส่วนแบ่งตลาดในประเทศคู่ค้าที่มีกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมเข้มงวดได้
สำหรับกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า มีบริบทและความท้าทายแตกต่างออกไป เนื่องจากไทยยังไม่ได้เป็นผู้เล่นหลักในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้า แต่มีจุดแข็งสำคัญจากการเป็นฐานการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปที่แข็งแกร่งและครบวงจรที่สุดในภูมิภาค ชิ้นส่วนเกินกว่าครึ่ง เช่น ตัวถัง ระบบเบรก และระบบช่วงล่าง สามารถนำมาประยุกต์เข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ได้ ยุทธศาสตร์สำหรับกลุ่มนี้จึงไม่ใช่การละทิ้งอุตสาหกรรมเดิม แต่คือการใช้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานเดิมเป็นแรงส่งในการพัฒนาต่อยอด
ขณะเดียวกัน ต้องเร่งดึงดูดการลงทุนเพื่อเติมเต็มส่วนที่ไทยยังขาด เช่น เทคโนโลยีแบตเตอรี่และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้าโลกได้มากขึ้น
นอกเหนือจากกลุ่มสินค้าดังกล่าว รายงานของธนาคารโลกยังชี้ถึงโอกาสของไทยในการยกระดับเทคโนโลยีด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม เช่น ระบบจัดการน้ำเสีย การควบคุมมลพิษทางอากาศ และเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน
อีกกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทยสามารถผลักดันสู่การผลิตขั้นสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ คือ พลาสติกชีวภาพและเคมีภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม โดยไทยมีแต้มต่อจากความพร้อมของพืชเศรษฐกิจ เช่น อ้อยและมันสำปะหลัง ผสานกับฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเดิม และการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG ในช่วงที่ผ่านมา
การส่งเสริมและต่อยอดกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพให้มุ่งสู่ความยั่งยืน จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ
ผู้อำนวยการ สนค. กล่าวว่า การก้าวสู่ Advanced Green Manufacturing ไม่ใช่ทางเลือกเพื่อสร้างภาพลักษณ์ทางการค้าอีกต่อไป แต่เป็นทางรอดในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก
ช่องว่างระหว่างดัชนี GCI และ GCP ชี้ให้เห็นว่า ไทยมีทุนทางเศรษฐกิจเดิมที่ดีอยู่แล้ว โดยกุญแจสำคัญคือการขับเคลื่อนนโยบายร่วมกันอย่างตรงจุดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งการส่งเสริมมาตรฐานสินค้าสีเขียวให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล การเชื่อมโยงและถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ ตลอดจนการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวทั้งในและต่างประเทศ
พร้อมกันนี้ ต้องสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับมาตรการทางการค้าและแนวทางปรับตัว เพื่อเปลี่ยนศักยภาพแฝงให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนของโลกในอนาคต

