“สนค.” เตือนโลกรวนกระทบสินค้าเกษตร เสี่ยงราคาผันผวน ชง 3 แนวทางรับมือ

สนค. เสนอ 3 แนวทางรับมือสภาพอากาศแปรปรวน กระทบผลผลิตเกษตรไทย หลังน้ำท่วมสร้างความเสียหายกว่า 2.4 แสนไร่ ขณะที่ธนาคารโลกประเมินความเสี่ยงภูมิอากาศอาจทำให้จีดีพีไทยปี 2593 ต่ำกว่ากรณีฐาน 7–14%


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (21 ต.ค.69) สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) กำลังเพิ่มความไม่แน่นอนของปริมาณและช่วงเวลาที่ผลผลิตสินค้าเกษตรออกสู่ตลาด ซึ่งอาจกระทบต่อการกระจายสินค้าและเสถียรภาพราคาในระยะยาว จึงเสนอ 3 แนวทางใช้ข้อมูลคาดการณ์ผลผลิตเพื่อสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงและเตรียมมาตรการด้านการค้าล่วงหน้า ควบคู่กับการดูแลรายได้เกษตรกรและค่าครองชีพประชาชน

สำหรับสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรทั้งด้านการผลิตและการกระจายสินค้า ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ระหว่างวันที่ 21 สิงหาคม–19 ตุลาคม 2569 มีรายงานความเสียหายด้านพืชรวม 240,598 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 195,887 ไร่ พืชไร่และพืชผัก 35,180 ไร่ และไม้ผล ไม้ยืนต้น และอื่น ๆ 9,531 ไร่ ขณะที่ด้านประมงได้รับความเสียหาย 79,318 ไร่ และด้านปศุสัตว์มีสัตว์ตายหรือสูญหายกว่า 4.58 ล้านตัว สะท้อนความเปราะบางของภาคเกษตรต่อภัยธรรมชาติ ซึ่งอาจส่งผลต่อปริมาณสินค้าในตลาดและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องจับตาในระยะยาวไม่ใช่เพียงความถี่หรือความรุนแรงของภัยธรรมชาติ แต่รวมถึงความไม่แน่นอนของอุปทานสินค้าเกษตร เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวนอาจกระทบทั้งปริมาณผลผลิต คุณภาพ และช่วงเวลาการเก็บเกี่ยว ทำให้ผลผลิตบางช่วงออกสู่ตลาดน้อยกว่าคาด ขณะที่บางช่วงอาจกระจุกตัวมากกว่าปกติ ส่งผลให้ผู้ประกอบการวางแผนจัดซื้อและบริหารสินค้าคงคลังได้ยากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อความผันผวนของราคา โดยเฉพาะสินค้าที่เน่าเสียง่ายหรือมีข้อจำกัดด้านการเก็บรักษา

ทั้งนี้ ความเสี่ยงจาก Climate Change ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่เพาะปลูก แต่สามารถส่งผลต่อเนื่องไปถึงต้นทุนการผลิต การจัดหาวัตถุดิบ การกระจายสินค้า และราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่าย ดังนั้น การประเมินความเสียหายจึงต้องพิจารณามากกว่าจำนวนพื้นที่ประสบภัย โดยคำนึงถึงปริมาณผลผลิตที่สูญเสียจริง ผลผลิตที่ยังสามารถเก็บเกี่ยวได้ และความสามารถในการนำสินค้าเข้าสู่ตลาด เพื่อให้ภาครัฐประเมินความเสี่ยงด้านอุปทานและราคาได้แม่นยำยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ รายงาน Thailand Country Climate and Development Report ของธนาคารโลก ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ระบุว่า ประเทศไทยเผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งภัยน้ำท่วม ภัยแล้ง อุณหภูมิที่สูงขึ้น และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยหากไม่มีมาตรการปรับตัวอย่างจริงจัง ผลกระทบทางกายภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยในปี 2593 ต่ำกว่าระดับที่คาดการณ์ไว้ในกรณีฐาน 7–14%

ขณะที่ รายงาน State of the Climate in Asia 2025 ขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) สะท้อนความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วที่อาจกระทบต่อการผลิตและห่วงโซ่อุปทานสินค้าในภูมิภาคเอเชีย

สนค. เห็นว่า ความท้าทายสำคัญคือการเปลี่ยนจากการบริหารสินค้าเกษตรโดยอาศัยข้อมูลผลผลิตที่เกิดขึ้นแล้ว ไปสู่การใช้ข้อมูลคาดการณ์เพื่อมองเห็นความเสี่ยงก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด เนื่องจากการรอให้เกิดปัญหาสินค้าขาดแคลนหรือราคาผันผวนแล้วจึงดำเนินมาตรการ อาจไม่ทันต่อสถานการณ์ ภาครัฐจึงควรเชื่อมโยงข้อมูลสภาพอากาศ พื้นที่เพาะปลูก ผลผลิต และราคา เพื่อประเมินล่วงหน้าว่าสินค้าชนิดใดมีความเสี่ยง พื้นที่ใดอาจได้รับผลกระทบ และช่วงเวลาใดควรเตรียมมาตรการรองรับ

ในส่วนนี้ สนค. ได้ขับเคลื่อนระบบ “ใกล้เก็บเกี่ยว” โดยนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้ติดตามและคาดการณ์ผลผลิตสินค้าเกษตรรายพื้นที่ เริ่มนำร่องกับสินค้าข้าว เพื่อสนับสนุนการแจ้งเตือนล่วงหน้าและการวางแผนรองรับผลผลิตที่จะออกสู่ตลาด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อสนับสนุนการบริหารอุปทานสินค้าเกษตรเชิงรุก และสามารถต่อยอดไปสู่การเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อประเมินความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศได้ในอนาคต

สำหรับการนำข้อมูลคาดการณ์ผลผลิตไปใช้ประโยชน์ สนค. ระบุว่า จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อนำไปสนับสนุนการเตรียมมาตรการด้านการค้าได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะภารกิจของกรมการค้าภายในในการติดตามสถานการณ์ผลผลิตและราคา ประสานผู้รับซื้อ ตลาดกลาง และช่องทางจำหน่าย เพื่อรองรับและกระจายผลผลิตในช่วงที่สินค้าออกสู่ตลาดจำนวนมาก ลดความเสี่ยงต่อราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

ขณะเดียวกัน หากผลผลิตมีแนวโน้มลดลงหรือกระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่ สามารถใช้ข้อมูลประกอบการวางแผนกระจายสินค้าจากแหล่งผลิตอื่นและติดตามราคา เพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชน โดยประสานกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่

สำหรับการรับมือความเสี่ยงระยะยาว สนค. เสนอ 3 แนวทางเชิงนโยบายด้านข้อมูลและการบริหารตลาด เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการสินค้าเกษตรเชิงรุก ดูแลเสถียรภาพราคา และสร้างสมดุลระหว่างรายได้เกษตรกรกับค่าครองชีพประชาชน ได้แก่

1. ยกระดับการคาดการณ์อุปทานสินค้าเกษตร โดยเชื่อมโยงข้อมูลสภาพอากาศ พื้นที่เพาะปลูก ปริมาณผลผลิต และช่วงเวลาเก็บเกี่ยว เพื่อประเมินความเสี่ยงและสนับสนุนการเตรียมมาตรการรองรับก่อนเกิดปัญหา รวมถึงพัฒนาระบบข้อมูลที่เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้จริง

2. สนับสนุนการวางแผนบริหารความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตร โดยใช้ข้อมูลคาดการณ์ระบุพื้นที่และช่วงเวลาที่ผลผลิตอาจได้รับผลกระทบ เพื่อประกอบการวางแผนจัดหาวัตถุดิบ การเตรียมเส้นทางขนส่งและช่องทางกระจายสินค้าทางเลือก ตลอดจนสนับสนุนการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพื้นที่ผลิตหรือเส้นทางขนส่งเพียงแห่งเดียว

3. เชื่อมโยงข้อมูลคาดการณ์เพื่อสนับสนุนการบริหารตลาดเชิงรุก โดยนำข้อมูลผลผลิตและความเสี่ยงรายพื้นที่มาสนับสนุนการวางแผนรับซื้อ การกระจายสินค้า และการติดตามราคา เพื่อให้หน่วยงานด้านการค้าสามารถเตรียมมาตรการรองรับได้ล่วงหน้า ทั้งกรณีผลผลิตล้นตลาดและเสี่ยงขาดแคลน ช่วยรักษาสมดุลระหว่างรายได้เกษตรกรกับค่าครองชีพผู้บริโภค

สนค. เน้นย้ำว่า ในยุคที่สภาพอากาศมีความไม่แน่นอนมากขึ้น ความมั่นคงของสินค้าเกษตรไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการคาดการณ์และบริหารจัดการผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการรับมือความเสียหายหลังเกิดเหตุ ไปสู่การบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า โดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีสนับสนุนการตัดสินใจ เพื่อดูแลเสถียรภาพการผลิตและราคา พร้อมเสริมความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยภายใต้ความท้าทายด้านภูมิอากาศในระยะยาว

Back to top button