
“พาณิชย์” คุมเข้มจดทะเบียนธุรกิจ ยื่น Bank Statement สกัดต่างด้าวใช้นอมินี ดีเดย์พรุ่งนี้
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยกระดับมาตรการตรวจสอบการจดทะเบียนธุรกิจตลอดวงจร กำหนดกรณีมีคนต่างด้าวร่วมลงทุนหรือมีอำนาจลงนาม ต้องยื่น Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน หลังพบกลุ่มเสี่ยงนอมินีกว่า 1.19 แสนราย เริ่มบังคับใช้ 1 สิงหาคม 2569
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (31 ก.ค.69) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ออกคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางที่ 2/2569 เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์และเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียนจัดตั้งและแก้ไขเพิ่มเติมห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด กรณีมีคนต่างด้าวร่วมลงทุนหรือมีอำนาจลงนาม เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาคนต่างด้าวใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือ “นอมินี” โดยจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป
คำสั่งดังกล่าวกำหนดให้กรณีมีคนต่างด้าวร่วมลงทุนหรือมีอำนาจลงนาม ผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนต้องยื่นหนังสือชี้แจงการลงทุน พร้อมเอกสารแสดงรายการเดินบัญชีธนาคาร หรือ Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน ของผู้ลงทุนชาวไทยที่ชำระเงินลงทุน รวมถึงของผู้แทนหรือนิติบุคคลผู้รับชำระเงินลงทุนดังกล่าว เพื่อตรวจสอบความสามารถในการลงทุนที่แท้จริง
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่ออุดช่องโหว่ในการจดทะเบียนนิติบุคคลโดยใช้คนไทยเป็นนอมินี เพิ่มความโปร่งใสในการประกอบธุรกิจ สร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่สุจริต และปกป้องระบบเศรษฐกิจและการแข่งขันทางธุรกิจของประเทศ ไม่ให้ถูกครอบงำจากขบวนการอำพรางสิทธิการถือหุ้นและอำนาจบริหาร
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ปัญหานอมินีเป็นปัญหาสำคัญที่ทำลายความเชื่อมั่นและความเป็นธรรมในการประกอบธุรกิจของประเทศ ที่ผ่านมา กรมฯ ได้กำหนดมาตรการตรวจสอบและคัดกรองนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่ขั้นตอนการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โดยตรวจสอบเงินลงทุนของผู้ร่วมลงทุนชาวไทย ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงการเป็นนอมินีได้ในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม จากการติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด พบว่ากลุ่มมิจฉาชีพได้พัฒนารูปแบบการหลบเลี่ยงมาตรการ โดยผู้จดทะเบียนมักจัดตั้งนิติบุคคลให้ไม่ตรงตามเงื่อนไข เพื่อให้ผ่านการคัดกรองจากเจ้าหน้าที่ในเบื้องต้น ก่อนยื่นจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมในภายหลัง เพื่อเปิดทางให้คนต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุน ถือหุ้น หรือเข้าเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ซึ่งเป็นการหลบเลี่ยงมาตรการตรวจสอบเดิมอย่างเป็นกระบวนการ
กรมฯ จึงออกคำสั่งที่ 2/2569 เพื่อขยายขอบเขตการตรวจสอบให้ครอบคลุมตลอดวงจรธุรกิจ ตั้งแต่ขั้นตอนการจดทะเบียนจัดตั้งไปจนถึงการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในภายหลัง พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียน
ปัจจุบันมีนิติบุคคลคงอยู่จำนวน 1,004,558 ราย แบ่งเป็นห้างหุ้นส่วน 200,327 ราย บริษัทจำกัด 802,717 ราย และบริษัทมหาชนจำกัด 1,514 ราย ในจำนวนนี้เป็นบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนในสัดส่วน 0.01–49.99% ซึ่งยังคงมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย และถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงนอมินีจำนวน 119,116 ราย
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวจะไม่สร้างภาระแก่ผู้ประกอบการที่สุจริต แต่เป็นการยกระดับการป้องกันการจดทะเบียนบริษัทโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางของคนต่างด้าว เพื่อประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมาย
นอกจากการบังคับใช้คำสั่งที่ 2/2569 ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 แล้ว กรมฯ จะเร่งตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงสูงที่พบปัญหาการใช้นอมินี ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ระยอง เชียงใหม่ เชียงราย สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และกระบี่ อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ หากตรวจพบการจดทะเบียนที่ผิดปกติหรือพบการดำเนินการเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมาย กรมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดทุกราย โดยผู้ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ในความผิดฐานนอมินีตามมาตรา 36 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000–1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่วนคนต่างด้าวที่ลักลอบประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษตามมาตรา 37 ในอัตราเดียวกัน และศาลจะสั่งให้เลิกประกอบธุรกิจดังกล่าวด้วย
ที่ผ่านมา กรมฯ ได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จับกุมและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ยังมีชาวต่างชาติจำนวนมากที่เข้ามาลงทุนหรือประกอบธุรกิจในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งกรมฯ พร้อมอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่
“ขอฝากถึงคนไทยที่มีพฤติกรรมช่วยเหลือหรือมีส่วนสนับสนุนให้ต่างชาติกระทำความผิดในลักษณะนอมินี ขอให้เลิกพฤติกรรมดังกล่าว โดยขอให้เห็นประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ” นายพูนพงษ์ กล่าว

