“พาณิชย์” เลิกแผนนำเข้าข้าวโพดเพื่อนบ้าน 6 แสนตัน ยันโควตาสหรัฐฯ ไม่ใช่ของใหม่

อคส. ประกาศยกเลิกแผนนำเข้าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้าน 6 แสนตัน หลังสถานการณ์น้ำท่วมภาคเหนือคลี่คลาย ขณะที่อธิบดีกรมการค้าภายในย้ำข้าวโพดสหรัฐฯ 1.2 แสนตันอยู่ในกรอบเดิม พร้อมคาดผลผลิต “หมู–ไข่ไก่” เพิ่มตั้งแต่เดือน ต.ค.


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (27 ส.ค.69) นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงแผนนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ขององค์การคลังสินค้า (อคส.) ว่า อคส.ได้ยกเลิกประกาศแนวทางนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้าน ปริมาณ 600,000 ตันแล้ว โดยปัจจุบันไม่มีการอนุญาตให้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามประกาศดังกล่าว

ด้าน เรือโทวีระชัย โกสาแสง รองผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า กล่าวว่า ก่อนหน้านี้พื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดน่านและพื้นที่ใกล้เคียง ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและน้ำป่าไหลหลาก

จังหวัดน่านเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อันดับ 6 ของประเทศ มีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 400,000 ไร่ อีกทั้งยังเป็นศูนย์รวบรวมผลผลิตและเส้นทางขนส่งที่สำคัญ อคส.จึงกังวลว่า หากสถานการณ์น้ำท่วมยืดเยื้อ อาจทำให้ผลผลิตในประเทศลดลงและมีวัตถุดิบไม่เพียงพอสำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์

อคส.จึงออกประกาศกำหนดแนวทางนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามความตกลงภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน เพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว โดยกำหนดให้จัดเก็บข้าวโพดนำเข้าไว้ในคลังสินค้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน และหากจะนำออกไปประกอบธุรกิจต้องได้รับอนุญาตจาก อคส.ก่อน เพื่อให้มีการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศเป็นลำดับแรก

อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือเริ่มคลี่คลาย และสามารถนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศเข้าสู่ระบบได้มากขึ้น กระทรวงพาณิชย์ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) จึงพิจารณาร่วมกับ อคส. และเห็นว่าขณะนี้ไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว จึงระงับและยกเลิกประกาศแล้ว

หากฤดูกาลหน้ามีความจำเป็นต้องนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้าน อคส.จะต้องดำเนินการขออนุญาตใหม่อีกครั้ง

ย้ำข้าวโพดสหรัฐฯ 1.2 แสนตันไม่ใช่โควตาใหม่

ส่วนการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐอเมริกา นายวิทยากร ชี้แจงว่า ปริมาณ 120,000 ตัน ไม่ใช่โควต้านำเข้าใหม่ แต่เป็นการนำเข้าภายใต้กรอบเดิม และยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ 3 ส่วน ต่อนำเข้า 1 ส่วน

ก่อนหน้านี้มีการนำเข้าข้าวสาลีไปแล้วเกือบ 1 ล้านตัน ทำให้เหลือปริมาณที่สามารถนำเข้าได้ไม่มาก โดยตามมติ นบขพ. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในกำกับดูแลการนำเข้าและการซื้อขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างใกล้ชิด

กรมการค้าภายในได้ขอความร่วมมือผู้นำเข้าให้ชะลอการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตามโควตาองค์การการค้าโลก (WTO) จากเดิมจำนวน 572,405 ตัน โดยการนำเข้ารอบนี้จะส่งมอบภายในเดือนธันวาคม 2569 จำนวน 120,000 ตัน ส่วนที่เหลือ 452,405 ตัน ขอความร่วมมือให้ชะลอการนำเข้าไปยังปี 2570 เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ

นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ปริมาณข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศยังเพียงพอต่อการใช้ จึงขอให้เกษตรกร โรงงานผู้ผลิตอาหารสัตว์ และผู้เกี่ยวข้องคลายความกังวล ขณะที่การซื้อขายต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งต่อเกษตรกรและโรงงานผู้ผลิตอาหารสัตว์

คาดราคาหมู–ไข่ไก่คลี่คลายตั้งแต่เดือน ต.ค.

สำหรับสถานการณ์ราคาสุกร นายวิทยากร กล่าวว่า หลังเกิดปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง ผู้ผลิตมีต้นทุนแฝงเพิ่มขึ้นมาก ทั้งต้นทุนพลังงานและค่าขนส่ง ส่งผลให้ราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มและเนื้อสุกรปรับตัวสูงขึ้น

ล่าสุด สหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรชลบุรี จำกัด ร่วมกับ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ประกาศปรับขึ้นราคาแนะนำสุกรขุนมีชีวิตหน้าฟาร์ม สำหรับสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในพื้นที่ภาคตะวันออกอีก 2 บาทต่อกิโลกรัม มีผลตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

ราคาแนะนำสุกรขุนมีชีวิตหน้าฟาร์มในพื้นที่ภาคตะวันออกเดิมอยู่ที่ 74–77 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อปรับขึ้นอีก 2 บาทต่อกิโลกรัม จะทำให้ราคาแนะนำใหม่อยู่ที่ 76–79 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาขายส่งและราคาขายปลีกปรับตัวขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน 2569 จะมีผลผลิตสุกรออกสู่ตลาดมากขึ้น เชื่อว่าจะทำให้ราคาสุกรปรับลดลง และอาจกลับเข้าสู่ภาวะที่มีการร้องเรียนให้ภาครัฐเข้าไปแก้ไขปัญหาราคาสุกรตกต่ำ

สำหรับแนวโน้มราคาไข่ไก่ นายวิทยากร กล่าวว่า ผู้ผลิตประสบปัญหาต้นทุนเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับสุกร ประกอบกับมีการปลดแม่ไก่ยืนกรง ทำให้ปริมาณผลผลิตไข่ไก่ลดลง

เบื้องต้น กรมการค้าภายในได้ประสานกรมปศุสัตว์ เพื่อขอความร่วมมือจากฟาร์มไก่ไข่ให้ยืดเวลาการปลดแม่ไก่ยืนกรงออกไปก่อน จากเดิมที่จะปลดในช่วงเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม เพื่อรองรับปริมาณผลผลิตที่ขาดหายไปประมาณ 300,000–400,000 ฟองต่อวัน และลดแรงกดดันด้านราคา

ทั้งนี้ เชื่อว่าในช่วงเดือนตุลาคม 2569 ผลผลิตไข่ไก่จะเพิ่มขึ้น และทำให้ราคากลับเข้าสู่ภาวะปกติได้

Back to top button