“บอนด์ยีลด์” สหรัฐผันผวน KTB แนะทยอยซื้อช่วงปรับขึ้น

แบงก์กรุงไทย (KTB) เผยดอลลาร์ทยอยแข็งค่ารับเศรษฐกิจสหรัฐฯ แกร่ง ขณะที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี ลดลงสู่ 4.87%แนะทยอยซื้อช่วงปรับขึ้น ส่วนทองคำฟื้นตัวแตะ 4,070 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จับตาตัวเลขแรงงานสหรัฐฯ และถ้อยแถลง FED


นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดการเงินโลกยังเผชิญความผันผวน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (บอนด์ยีลด์) เคลื่อนไหวในกรอบผันผวน แต่ภาพรวมปรับตัวลดลงมาอยู่บริเวณ 4.87% แม้จะมีแรงหนุนจากภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด

อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจทยอยคลี่คลายลง โดยเฉพาะหลังพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterms) และครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นปัจจัยกดดันให้บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวลงตาม

ทั้งนี้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงกลับมาทวีความรุนแรง ทำให้บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ มีโอกาสผันผวนสูงในระยะสั้น โดยหากความขัดแย้งกลับมาร้อนแรงขึ้น อาจเห็นบอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้นได้อีก จึงยังแนะนำให้นักลงทุนใช้จังหวะที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นทยอยเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาว ตามกลยุทธ์ Buy on Dip

ด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และตัวเลขเศรษฐกิจส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด อย่างไรก็ดี แรงแข็งค่าของเงินดอลลาร์เริ่มชะลอลงจากความหวังว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางอาจคลี่คลายภายหลังผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ส่งผลให้ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับขึ้นมาอยู่บริเวณ 101.5 จุด โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 101.1-101.6 จุด

ส่วนราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะมีทิศทางดีขึ้น ส่งผลให้ราคาทองคำในตลาด COMEX สัญญาส่งมอบเดือนธันวาคม 2569 ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง แม้จะมีแรงชะลอตัวจากภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม

ล่าสุดราคาทองคำกลับขึ้นมายืนบริเวณ 4,070 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และเริ่มกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นเมื่อประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ในกรอบเวลารายวัน
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า นักลงทุนจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Jobless Claims) และตัวเลขการปรับลดพนักงานของ Challenger Job Cuts ซึ่งจะสะท้อนทิศทางตลาดแรงงานสหรัฐฯ เพิ่มเติม รวมถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป

Back to top button