
สคร. ลุยฟื้นฟู 8 รัฐวิสาหกิจ นัดถกทางรอดปลาย ก.ย.นี้
สคร. กางแผนปรับโครงสร้างและฟื้นฟูกิจการ 8 รัฐวิสาหกิจเป้าหมาย เรียกถกด่วนปลาย ก.ย. 69 ถอดบทเรียนความสำเร็จ “การบินไทย” ลดสัดส่วนหุ้นรัฐ ปลดล็อกความคล่องตัว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน สคร. อยู่ระหว่างศึกษาแผนการปรับโครงสร้างและฟื้นฟูกิจการรัฐวิสาหกิจกลุ่มเป้าหมายทั้ง 8 แห่ง ได้แก่ 1. การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) 2. องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) 3. บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT 4. การเคหะแห่งชาติ (กคช.) 5. องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) 6. องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 7. บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ MCOT และ 8. บริษัท สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) พร้อมเตรียมเรียกทุกหน่วยงานเข้าหารือในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 เพื่อหาแนวทางปรับโครงสร้าง ปรับการบริหาร การควบรวมกิจการ และการลดสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐ
โดยที่ผ่านมา มีรัฐวิสาหกิจ 3 แห่งเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการสำเร็จแล้ว ขณะที่หน่วยงานอื่น สคร. ได้พยายามเข้าไปกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้การบริหารจัดการและรายได้ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเชื่อมั่นว่าหากเดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ที่วางไว้ จะช่วยให้ทุกองค์กรรอดพ้นวิกฤตทางการเงินได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ สคร. จะนำกรณีศึกษาความสำเร็จจากการปรับโครงสร้างบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI มาเป็นต้นแบบที่มาถูกทาง ด้วยการลดสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐลงเหลือ 38% ซึ่งทำให้การบินไทยพ้นสภาพจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ และช่วยปลดล็อกข้อจำกัดด้านการจัดซื้อจัดจ้างและข้อจำกัดด้านการบริหาร จนพลิกฟื้นมูลค่ากิจการ (Market Cap) จากศูนย์กลับมาแตะ 130,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน สัดส่วนหุ้นของรัฐที่ถือ THAI อยู่ยังมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 50,000 ล้านบาท จากที่ลงทุนไป 21,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การใช้วิธีลดสัดส่วนหุ้นรัฐให้ต่ำกว่า 50% กับรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ ถือเป็นประเด็นที่อ่อนไหว (Sensitive) และต้องพิจารณาอย่างระมัดระวังเฉพาะบางกรณีเท่านั้น
สำหรับแนวทางการปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจรายแห่งที่สำคัญ ได้แก่ ขสมก. โดยเตรียมปรับโครงสร้างต้นทุนด้วยการเช่ารถเมล์ไฟฟ้า (EV) จำนวน 1,520 คัน เบื้องต้นจะมีการรับมอบรถเมล์ได้ในเดือนมีนาคม 2570 ซึ่งการเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นการเช่า EV จะช่วยลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและซ่อมบำรุงที่คิดเป็นสัดส่วนถึง 45% ของต้นทุนทั้งหมด ควบคู่ไปกับการปรับเส้นทางเดินรถจาก 121 เส้นทาง เป็น 107 เส้นทาง เพื่อลดความซ้ำซ้อนและปรับบทบาทไปเชื่อมต่อกับระบบรถไฟฟ้า
ส่วน รฟท. ต้องดำเนินนโยบาย Open Access ให้เอกชนเช่าวิ่งรถไฟบนระบบรางได้ 24 ชั่วโมง เพื่อสร้างรายได้เพิ่ม และวางแนวทางการบริหารที่ดินให้สอดคล้องกับราคาตลาด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้ทำการตีกลับแผนฟื้นฟูเดิมของ รฟท. เพื่อให้กลับไปทำตัวเลขผลประโยชน์ตอบแทน (Cost-Benefit) ให้มีความชัดเจนมากขึ้น
ขณะที่บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ MCOT ปัจจุบันกำลังเผชิญโจทย์หินจากการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัล และมองว่าทางรอดสำคัญต้องดึงพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partner) ที่แข็งแกร่งเข้ามาเสริมองค์ความรู้ และการมีคณะกรรมการชุดใหม่จะช่วยผลักดันการปรับแผนการดำเนินงานอย่างเหมาะสม ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ของ MCOT ปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้
นอกจากนี้ สคร. มองว่า รัฐวิสาหกิจทุกแห่งต้องปรับโครงสร้างทางบัญชี โดยแยกกิจกรรมเชิงพาณิชย์และบริการเพื่อสังคมออกจากกันอย่างเด็ดขาด เพื่อให้ส่วนพาณิชย์สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างสมบูรณ์ สู่ความเป็นมืออาชีพโดยปราศจากสิทธิพิเศษเหนือเอกชน สอดคล้องกับมาตรฐานการแข่งขันที่เป็นธรรมในระดับสากล และต้องเตรียมความพร้อมรับกติกาการค้าระดับโลก ทั้งมาตรฐานกลุ่มประเทศขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อป้องกันข้อพิพาทและยกระดับความโปร่งใสทางการเงิน
