ครม. เคาะต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” 1,000 บาท ใช้ 2 เดือน–เติมบัตรสวัสดิการ 700 บาท

“เอกนิติ” เผย ครม. อนุมัติวงเงิน 4.27 หมื่นล้านบาท เพิ่มบัตรสวัสดิการอีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาทในเดือน ต.ค. พร้อมต่อ “ไทยช่วยไทย พลัส” วงเงิน 1,000 บาท ใช้ได้ถึงสิ้น พ.ย. 69


ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า วันนี้ (22 ก.ย.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” เพื่อช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง บรรเทาภาระค่าครองชีพ รักษากำลังซื้อ และช่วยผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับโครงการดังกล่าวจะใช้วงเงินคงเหลือจากกรอบวงเงินก้อนแรก 200,000 ล้านบาท ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งมีวงเงินเหลืออยู่ประมาณ 44,000 ล้านบาท

โดย ครม.อนุมัติกรอบวงเงินสำหรับดำเนินโครงการครั้งนี้ไม่เกิน 42,690.6503 ล้านบาท หรือประมาณ 43,000 ล้านบาท ตามที่นายเอกนิติระบุ ประกอบด้วย 2 มาตรการ ได้แก่

1. เพิ่มวงเงินให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเพิ่มวงเงินซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าและร้านค้าที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดอีก 700 บาทต่อคน จากวงเงินเดิม 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อคนในเดือนตุลาคม 2569

2. ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม-30 พฤศจิกายน 2569 โดยภาครัฐร่วมจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40% ซึ่งภาครัฐสมทบไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และรวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนตลอดโครงการ

“ในช่วงกว่า 3 เดือนที่ผ่านมา มีประชาชนหลายคนอาจใช้วงเงินไม่หมด จึงยังมีเงินเหลืออยู่ เราจึงขยายโครงการออกไปอีก 2 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 จะมีผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13.1 ล้านคน โดยเตรียมกรอบรองรับไว้สูงสุด 14.5 ล้านคน เพื่อครอบคลุมผู้ที่อยู่ระหว่างการทบทวนสิทธิ ซึ่งยืนยันว่ามีวงเงินเพียงพอ

ส่วนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จากเดิมมีผู้ได้รับสิทธิประมาณ 26 ล้านคน ในจำนวนนี้พบว่าประมาณ 1 ล้านคนได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วย จึงจะเหลือผู้ได้รับสิทธิเดิมประมาณ 25 ล้านคน และรองรับผู้มีสิทธิรายใหม่ซึ่งไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 อีกประมาณ 7.5 ล้านคน ทำให้เตรียมกรอบรองรับประชาชนไว้รวม 32.5 ล้านคน

ทั้งนี้ มาตรการจะครอบคลุมประชาชนรวมประมาณ 47 ล้านคน โดยใช้งบประมาณจากวงเงินกู้ที่ยังเหลืออยู่ และไม่กระทบกรอบวินัยการเงินการคลัง

นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางกลับมาปะทุอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ทั้งน้ำมันดิบ น้ำมันดีเซล และน้ำมันเบนซิน ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ประเทศไทยไม่สามารถควบคุมได้

“วิกฤตอาจเข้ามาหลายระลอก ทั้งราคาพลังงานที่สูงขึ้น ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น และกำลังซื้อที่ลดลง คลื่นทั้ง 3 ลูกกำลังกลับมากระทบประเทศไทยอีกครั้ง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.5% และดัชนีราคาผู้ผลิตกลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้น” นายเอกนิติ กล่าว

สำหรับการยืนยันสิทธิ ประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสามารถกดยืนยันเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 1-15 ตุลาคม 2569 ส่วนผู้ประกอบการที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการสามารถกดยืนยันผ่านแอปฯ “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม-30 พฤศจิกายน 2569

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

KS มองขยาย “ไทยช่วยไทยพลัส” ดัน GDP ปี 69 ชู CRC-MOSHI เด่นค้าปลีก

เคาะแล้ว! “เอกนิติ” เผยต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” สูตรเดิม 60/40 ถึง พ.ย. ชง ครม. 22 ก.ย.นี้

Back to top button