ธปท. ชี้เศรษฐกิจ ก.ย. ฟื้น ลงทุนพุ่ง 21.6% รับกระแส AI เร่งแก้โจทย์ SMEs

ธปท. เผยเศรษฐกิจเดือน ก.ย. ปรับดีขึ้น รับแรงหนุนส่งออกโต 23.5% และลงทุนเอกชนพุ่ง 21.6% สูงสุดในรอบกว่า 20 ปี อานิสงส์ AI และ Data Center ขณะที่การฟื้นตัวยังกระจุกตัว เร่งเพิ่มโอกาส SMEs เข้าถึงแหล่งทุน แก้ปัญหาเศรษฐกิจฟื้นตัวแบบ K-shaped


นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจและการเงินเดือนกันยายนและไตรมาส 3 ปี 2569 ว่า เศรษฐกิจไทยโดยรวมปรับดีขึ้นจากเดือนก่อน โดยมีแรงสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรเทคโนโลยีโลก โดยเฉพาะ AI และการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้นตาม ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนเดือนกันยายนชะลอลง โดยเฉพาะการใช้จ่ายในหมวดบริการ

สำหรับเดือนกันยายน การส่งออกขยายตัว 23.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์โทรคมนาคม และคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ขณะที่การนำเข้าขยายตัว 50.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน ตามการนำเข้าคอมพิวเตอร์ เครื่องจักรและอุปกรณ์จากจีน เพื่อรองรับการลงทุนในประเทศ

ด้านการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 21.6% จากเดือนก่อน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี ผลจากการลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center รวมถึงการลงทุนในยานพาหนะ

ขณะที่การก่อสร้างปรับลดลงเล็กน้อยจากการก่อสร้างที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ ส่วนการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับดีขึ้นตามการส่งออกและการลงทุน โดยมีการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การผลิตรถยนต์และเหล็กยังเผชิญแรงกดดันจากอุปสงค์ที่อ่อนแอ

ส่วนการบริโภคภาคเอกชนเดือนกันยายนลดลง 2.2% จากเดือนก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากการใช้จ่ายหมวดบริการ โดยเฉพาะโรงแรมและร้านอาหาร รวมถึงยอดขายรถยนต์นั่งและรถกระบะที่ลดลง ขณะที่การใช้จ่ายสินค้าไม่คงทนชะลอลงตามปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนการใช้จ่ายสินค้ากึ่งคงทนปรับเพิ่มขึ้น

ด้านการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดือนกันยายนลดลง 6.3% จากเดือนก่อน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวระยะใกล้ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนเดินทางสูงขึ้นและความกังวลด้านความปลอดภัย อย่างไรก็ดี รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังทรงตัวจากไตรมาสก่อน เนื่องจากนักท่องเที่ยวใช้เวลาพำนักในไทยนานขึ้นและมีค่าใช้จ่ายต่อทริปเพิ่มขึ้น

สำหรับภาพรวมไตรมาส 3 เศรษฐกิจไทยปรับดีขึ้นจากไตรมาสก่อน โดยการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้น 8.5% (QoQ) ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 10.1% (QoQ) จากแรงส่งของการลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center รวมถึงการลงทุนยานพาหนะ ส่วนการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับการส่งออก ขณะที่การบริโภคและกิจกรรมภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวขยายตัวอย่างอ่อนแรง

ด้านการใช้จ่ายภาครัฐ ไตรมาส 3 ขยายตัว 3.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เมื่อไม่รวมเงินโอน ขณะที่เดือนกันยายนการใช้จ่ายภาครัฐหดตัว 6.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากเป็นเดือนสุดท้ายของปีงบประมาณและรายจ่ายของรัฐบาลกลางกับรัฐวิสาหกิจลดลง

ส่วนเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนกันยายนอยู่ที่ 2.82% เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ตามราคาพลังงานและน้ำมันโลก ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.50% ใกล้เคียงเดือนก่อน สำหรับไตรมาส 3 เงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ 2.44% ลดลงจากไตรมาสก่อน ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.42% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน

ด้านตลาดแรงงาน การจ้างงานโดยรวมทรงตัว แต่จำนวนผู้ขอรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนความเปราะบางที่ยังสะสมอยู่ ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนกันยายนกลับมาขาดดุล 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการขาดดุลบริการ รายได้ และเงินโอน แม้ดุลการค้ายังเกินดุล 0.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

  • ธุรกิจ Q4 โตเล็กน้อย ท่องเที่ยวยังเสี่ยง

นางปราณี กล่าวว่า จากการสำรวจผู้ประกอบการ ธุรกิจโดยรวมในไตรมาส 4 มีแนวโน้มขยายตัวเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยภาคการผลิตและส่งออกยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ จากความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากประเทศคู่ค้าที่ยังต่อเนื่อง รวมถึงคำสั่งซื้ออาหารสำเร็จรูปและอาหารสัตว์เลี้ยงจากความกังวลเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศและปรากฏการณ์เอลนีโญ อย่างไรก็ตาม ต้นทุนพลังงาน ค่าแรง และการแข่งขันที่รุนแรงยังเป็นปัจจัยกดดันภาคธุรกิจ

สำหรับธุรกิจการค้า คาดว่าจะทรงตัว เนื่องจากผู้บริโภคยังระมัดระวังการใช้จ่าย โดยมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐและการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีแนวโน้มช่วยพยุงกำลังซื้อได้บางส่วน แต่ยังไม่มากนัก ขณะที่ธุรกิจท่องเที่ยวคาดว่าจะทรงตัว โดยมีปัจจัยบวกจากการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ช่วงปลายปี เช่น Tomorrowland ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสปรับราคาห้องพักในบางพื้นที่ แต่ยังมีข้อจำกัดจากความกังวลด้านความปลอดภัย ภัยธรรมชาติ ต้นทุนเดินทางสูงขึ้น และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น

ด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างมีแนวโน้มทรงตัว โดยตลาดที่อยู่อาศัยยังเผชิญกำลังซื้ออ่อนแอ ขณะที่ธุรกิจก่อสร้างบางส่วนมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากการซ่อมแซมพื้นที่ประสบอุทกภัย รวมถึงการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมและ Data Center ที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง

  • จับตา K-shaped เร่งแก้ปัญหา SMEs ระยะยาว

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจระยะต่อไป ธปท. มองว่าการฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง โดยผลดีจากวัฏจักรเทคโนโลยีและ AI กระจุกตัวอยู่ในบางธุรกิจและกลุ่มแรงงานที่มีทักษะ ขณะที่ SMEs และแรงงานบางส่วนยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุน รายได้ และโอกาสในการแข่งขัน สะท้อนลักษณะการฟื้นตัวแบบ K-shaped ที่กลุ่มหนึ่งเติบโตได้ดี ขณะที่อีกกลุ่มยังฟื้นตัวได้ช้า

ทั้งนี้ ธปท. ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการแก้หนี้ SMEs ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินการทั้งระยะสั้นและระยะยาว ผ่านมาตรการเชิงรุกหลายมาตรการ โดยมีโครงการที่ดำเนินการไปแล้ว อาทิ โครงการ SMEs Credit Boost และ SMEs Secure Plus รวมทั้งโครงการที่เตรียมจะดำเนินการ ได้แก่ SMEs Credit Portal

โดยมาตรการด้าน SMEs ที่ได้ดำเนินการไปแล้วและเตรียมจะดำเนินการในอนาคตนั้น มีเป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ต้องทำให้ผู้ประกอบการสามารถยืนได้อย่างมั่นคงและเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจได้จริง เพราะหากช่วยเหลือเพียงระยะสั้น เมื่อสิ้นสุดมาตรการปัญหาอาจกลับมาอีก

Back to top button