
“อิศรา-บสก.12” ระดมสมอง RE-THINK THAILAND หลุดกับดักรายได้ปานกลาง
สถาบันอิศรา ร่วมกับ บสก. 12 จัดเวที “RE-THINK THAILAND” ระดมนักวิชาการและภาคธุรกิจ ผ่าปัญหาเศรษฐกิจไทยเชิงโครงสร้าง พร้อมเสนอทางรอดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (20 มิ.ย.69) สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย โดยหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับกลางด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ หรือ บสก. รุ่นที่ 12 จัดงานสัมมนาสาธารณะ “RE-THINK THAILAND : รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอดให้คนไทย” ณ Hall 1-2 ชั้น 10 อาคารอเนกประสงค์ เอสซีจี สำนักงานใหญ่ บางซื่อ
ภายในงานมีนักวิชาการและภาคธุรกิจร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ครอบคลุมภาคส่งออก ภาคเกษตร แรงงาน ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME และนโยบายภาครัฐ พร้อมเสนอแนวทางรับมือความท้าทายของโลกยุคใหม่ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการพาประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย, ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย, ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ และรศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน
ดร.นณริฏ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาการเติบโตช้า ขณะที่รายได้ต่อหัวของประชากรยังอยู่ในระดับต่ำ แม้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP จะขยายตัว แต่หากไม่เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ประเทศไทยอาจมีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูงได้ตามเป้าหมาย
ทีดีอาร์ไอมองว่า ประเทศไทยยังมีโอกาสท่ามกลางความท้าทาย โดยทางออกที่ยั่งยืน คือการสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพสูง หรือ “ฮีโร่” เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้เติบโตแบบก้าวกระโดด พร้อมยกตัวอย่างว่า หากประเทศไทยสามารถสร้างคนที่มีศักยภาพระดับสูงในลักษณะเดียวกับอีลอน มัสก์ ได้เพียงคนเดียว อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงมาก และเห็นผลเร็วกว่าการพัฒนาแบบกระจายตัวในภาคเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกัน ภาคบริการของไทยควรหาแนวทางรองรับปัญหารายได้รั่วไหลไปยังแพลตฟอร์มต่างชาติ ซึ่งยังไม่สามารถสร้างรายได้กลับเข้าสู่ประเทศได้อย่างเต็มที่
ด้านนายแสงชัย กล่าวว่า ผู้ประกอบการ SME กำลังเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนกิจการ SME ที่ขาดทุนต่อเนื่องและมีความเสี่ยงกลายเป็นหนี้เสีย หรือ NPL เพิ่มขึ้นจาก 18% ในไตรมาส 4/2568 เป็น 22% ในไตรมาส 1/2569 ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังมีความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง แม้ผู้ประกอบการรายย่อยมีสัดส่วนสูงถึง 84% ของทั้งระบบ แต่กลับมีอำนาจต่อรองต่ำเมื่อเทียบกับทุนขนาดใหญ่ ส่งผลให้การแข่งขันเป็นไปอย่างยากลำบาก
ทั้งนี้ ทางออกสำคัญของ SME คือการปรับวิธีคิดจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพการผลิต การสร้างนวัตกรรม และการพัฒนามาตรฐานตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ รวมถึงปรับบทบาทจากผู้ผลิตปลายน้ำไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
ขณะที่ ดร.ธนิต กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทำให้แรงงานในหลายอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงตกงานสูง โดยเฉพาะกลุ่มสถาบันการเงิน ซึ่งมีการประเมินว่าในช่วง 3-4 เดือนข้างหน้า อาจมีแรงงานในกลุ่มดังกล่าวตกงานเป็นหลักหมื่นคน จากการปรับตัวเข้าสู่ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา หรือ Virtual Bank เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV เพื่อลดความเสี่ยงต่อการจ้างงานในอนาคต
ดร.ธนิต กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่น่ากังวลสำหรับคนทำงานคือกลุ่ม Gen X และ Gen Y ที่กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ เนื่องจากแนวโน้มธุรกิจในอนาคตจะใช้แรงงานคนน้อยลง และคัดเลือกเฉพาะแรงงานที่มีทักษะสูง ขณะที่เครื่องจักรและหุ่นยนต์มีต้นทุนลดลงต่อเนื่อง ดังนั้น คนวัยทำงานโดยเฉพาะกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป จำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตนเอง และต้องพัฒนาทักษะจากการลงมือทำจริง ไม่ใช่อาศัยเพียงความรู้จากตำรา
ด้านรศ.ดร.วีระยุทธ กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมี 4 ประเด็นใหญ่ หรือ “4 Bug” ที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข หากต้องการให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน โดยประเด็นแรกคือ การอัดฉีดเงินแล้วเงินไม่หมุน แม้ภาครัฐจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์ยังไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เท่าที่ควร
ประเด็นที่สอง คือ ไทยมีปริมาณการส่งออกสินค้าจำนวนมาก แต่ยังเป็นการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีต่ำ หรือ Low-Tech สะท้อนความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ประเด็นที่สาม คือ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ยังไม่สามารถสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้อย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรม EV แม้ไทยจะได้รับเงินลงทุนจากต่างประเทศจำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถต่อยอดไปสู่การยกระดับทักษะแรงงานและสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ได้เต็มที่
ส่วนประเด็นสุดท้าย คือ ภาคเกษตรไทยเปลี่ยนไม่ทันโลก โดยตั้งคำถามว่าประเทศไทยกำลังดูแลภาคเกษตรในลักษณะ “เลี้ยงไข้” มากกว่าการรักษาให้หายหรือไม่ แม้ไทยจะได้รับการยอมรับว่าเป็นครัวของโลก แต่เกษตรกรจำนวนมากยังเผชิญปัญหารายได้ต่ำ หนี้สินสูง และเข้าสู่สังคมสูงวัย
สำหรับข้อเสนอในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่า ประเทศไทยต้องเร่งนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ AI พร้อมประยุกต์ใช้โมเดลจากต่างประเทศ ทั้งยุโรปและจีน ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์
ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์ภาคเกษตร หยุดแนวทางแก้ปัญหาแบบแจกเงินหรือประคองระยะสั้น และหันมาสร้างความมั่งคั่งให้เกษตรกรผ่านการเพิ่มผลิตภาพทางการเกษตร ควบคู่กับการสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมไฮเทค ส่วนภาคธุรกิจต้องปรับวิธีคิดและวิสัยทัศน์ใหม่ ไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิม พร้อมนำแนวคิดการบริหารจัดการธุรกิจสมัยใหม่มาใช้ รองรับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่
นอกจากนี้ ภาค SME เสนอให้ภาครัฐเร่งปรับกลไกสนับสนุน โดยเฉพาะการลดข้อจำกัดด้านกฎหมายที่สร้างต้นทุนแฝง เพิ่มโอกาสให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ เพิ่มจำนวนผู้ส่งออกทางตรง หรือ Direct Exporter และผลักดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าในระดับที่สูงขึ้น เพื่อพาประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้อย่างยั่งยืน