
GGC เดินหน้าแผน “Taking the Future” ปรับโครงสร้างทุนรองรับเติบโตระยะยาว
GGC เดินหน้าแผน “Taking the Future” ควบคู่ปรับโครงสร้างทุน ลดพาร์เหลือ 8 บาท เพื่อล้างขาดทุนสะสม 1.28 พันล้านบาท เสริมฐานะการเงิน รองรับการเติบโตระยะยาว
บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เปิดเผยว่า ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 มีมติอนุมัติการปรับโครงสร้างทุนของบริษัทฯ โดยลดทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว จาก 9,724.83 ล้านบาท เหลือ 8,189.33 ล้านบาท ด้วยการลดมูลค่าที่ตราไว้ หรือพาร์ จาก 9.50 บาทต่อหุ้น เหลือ 8.00 บาทต่อหุ้น เพื่อนำไปชดเชยผลขาดทุนสะสมจำนวน 1,286.46 ล้านบาท
ดร.กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ GGC เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างทุนดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัทฯ และไม่กระทบต่อจำนวนหุ้นสามัญที่ชำระแล้ว ซึ่งยังคงอยู่ที่ 1,023.67 ล้านหุ้น โดยการดำเนินการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายจากผลขาดทุนสะสมทางบัญชี เสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน และเตรียมความพร้อมในการสร้างคุณค่า หรือ Value Creation เพื่อคืนผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว เมื่อบริษัทฯ มีกำไรสุทธิและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ ที่ประชุมผู้ถือหุ้นยังรับทราบผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 และความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ “GGC Taking the Future” ซึ่งเป็นแผนสำคัญในการขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างธุรกิจและโครงสร้างทุน เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว
สำหรับภาพรวมธุรกิจปี 2569 บริษัทฯ ยังคงเผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน อย่างไรก็ตาม GGC ยังสามารถรักษาศักยภาพการแข่งขันได้อย่างแข็งแกร่ง สะท้อนจากผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ที่มีกำไรสุทธิ 96 ล้านบาท
ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากความต้องการใช้ไบโอดีเซล B100 ที่เพิ่มขึ้น ตามนโยบายภาครัฐในการปรับสัดส่วนการผสมน้ำมันไบโอดีเซลเป็น B7 ควบคู่กับการเดินหน้าโครงการเพิ่มรายได้และลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แผนกลยุทธ์ “GGC Taking the Future” ผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ “Take Cost Competitiveness” มุ่งยกระดับการดำเนินงานสู่ความเป็นเลิศ หรือ Operational Excellence โดยเพิ่มความยืดหยุ่นและความเชื่อถือได้ของกระบวนการผลิต พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
แนวทางที่สอง คือ “Take Growth & Value” มุ่งปรับกลยุทธ์การขายให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด แสวงหาโอกาสสร้างรายได้ใหม่ และขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง หรือ High Value Products: HVP เพื่อต่อยอดห่วงโซ่คุณค่าของบริษัทฯ สู่การเติบโตในอนาคต
ส่วนแนวทางที่สาม คือ “Take Sustainability Forward” มุ่งบูรณาการการดำเนินงานด้านความยั่งยืนเข้ากับธุรกิจ พร้อมเตรียมความพร้อมรองรับกฎหมายและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต ควบคู่กับการปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน
ดร.กฤษฎา กล่าวว่า การปรับโครงสร้างทุนในครั้งนี้เป็นการบริหารจัดการโครงสร้างทางการเงินให้มีความเหมาะสม ควบคู่กับการเดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว โดยไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัทฯ อีกทั้งยังเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดจากผลขาดทุนสะสมทางบัญชี เพื่อเตรียมความพร้อมในการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้นในอนาคต ควบคู่กับการขับเคลื่อนองค์กรตามแผนกลยุทธ์ “GGC Taking the Future”

