
SCC คว้าเกียรติคุณความยั่งยืน 10 ปี จาก SET Awards 2026 เดินหน้าเศรษฐกิจสีเขียว-ลดคาร์บอน
SCC รับประกาศเกียรติคุณ 10-Year Sustainability Excellence Recognitions จาก SET Awards 2026 เพียงองค์กรเดียว หลังรักษาความเป็นเลิศด้านความยั่งยืนต่อเนื่อง 10 ปี และคว้า Sustainability Awards of Honor 8 ปีซ้อน เดินหน้า Net Zero 2050
บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ได้รับประกาศเกียรติคุณ 10-Year Sustainability Excellence Recognitions จากงาน SET Awards 2026 ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อยกย่องบริษัทจดทะเบียนที่รักษาความเป็นเลิศด้านความยั่งยืนในระดับสูงสุดอย่างต่อเนื่อง โดย SCC เป็นเพียงองค์กรเดียวที่ได้รับประกาศเกียรติคุณดังกล่าว หลังรักษาความเป็นเลิศระดับ Best Sustainability Awards ต่อเนื่อง 10 ปี และได้รับรางวัลเกียรติยศ Sustainability Awards of Honor ติดต่อกัน 8 ปี
การได้รับประกาศเกียรติคุณดังกล่าวสะท้อนถึงการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของเอสซีจีอย่างต่อเนื่อง ทั้งการบริหารจัดการผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการบูรณาการประเด็นด้านความยั่งยืนเข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจ การลงทุน และการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน สร้างโอกาสทางธุรกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ภายใต้แนวทางการเติบโตสีเขียวอย่างทั่วถึง (Inclusive Green Growth)
ทั้งนี้ เอสซีจีขับเคลื่อนแนวทาง Inclusive Green Growth ผ่าน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ Net Zero 2050 มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ Nature Positive ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมดูแลและฟื้นฟูระบบนิเวศธรรมชาติ และ Inclusive Society สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ บริษัทยังนำแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนระดับสากลมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ พร้อมกำหนดให้ความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร ผ่านระบบบริหารจัดการที่เชื่อมโยงตั้งแต่การกำหนดเป้าหมาย การวางแผน การดำเนินงาน ตลอดจนการติดตามและปรับปรุงผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นพื้นฐาน ควบคู่กับการนำมาตรฐาน มอก. 9999 มาใช้เป็นกรอบการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ
สำหรับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เอสซีจีเดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 (Net Zero 2050) โดยดำเนินงานให้สอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์โลกและเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการรับรองจาก Science Based Targets initiative (SBTi)
บริษัทมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ขยายการใช้เชื้อเพลิงทดแทนและพลังงานหมุนเวียน รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ โดยใช้ข้อมูลและการประเมินความคุ้มค่าทางธุรกิจในการจัดลำดับความสำคัญของโครงการ เพื่อให้การลดก๊าซเรือนกระจกดำเนินควบคู่กับการลดต้นทุนพลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ขณะเดียวกัน เอสซีจียังขยายความร่วมมือด้านความยั่งยืนระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ภายใต้แนวทาง Public-Private-People Partnership (PPPP) โดยนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และทรัพยากรจากภาคส่วนต่าง ๆ มาร่วมกันพัฒนาโครงการเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่
หนึ่งในโครงการสำคัญคือ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างจังหวัดสระบุรี สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) และภาคีเครือข่ายรวม 23 องค์กร ภายใต้การสนับสนุนจาก 7 กระทรวง เพื่อขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์สู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงชุมชนในพื้นที่เติบโตไปด้วยกัน พร้อมวางแนวทางขยายผลจากพื้นที่ต้นแบบไปยังพื้นที่อื่นในอนาคต
ด้านการกำกับดูแลและการเปิดเผยข้อมูล เอสซีจีเดินหน้ายกระดับมาตรฐานการรายงานข้อมูลด้านความยั่งยืนให้สอดคล้องกับมาตรฐาน IFRS S1 และ IFRS S2 ของ International Sustainability Standards Board (ISSB) เพื่อเชื่อมโยงการประเมินความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนเข้ากับกลยุทธ์การลงทุนและการตัดสินใจทางธุรกิจ
นอกจากนี้ บริษัทยังพัฒนาระบบ ESG Data Platform เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและติดตามข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล โดยเริ่มจากข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อใช้ประเมินความเสี่ยง ติดตามความคืบหน้าในการดำเนินงาน และปรับปรุงแผนธุรกิจให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน
ทั้งนี้ การได้รับประกาศเกียรติคุณ 10-Year Sustainability Excellence Recognitions จาก SET Awards 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของเอสซีจีในการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวทางความยั่งยืน โดยบริษัทยังคงมุ่งสร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมและประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อสร้างคุณค่าในระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน

