
ASPS แนะสอยหุ้นหลบภัย SCGP-SAWAD-ITC รับบอนด์ยีลด์ลด-ลุ้นกำไรโต
บล.เอเซียพลัส (ASPS) แนะถือเงินสด 20-30% ชูหุ้นเด่นธีม Defensive และผลประกอบการแกร่ง SCGP, SAWAD และ ITC เป็นหุ้นเด่น มองตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันจาก 3 ปัจจัยหลัก ทั้งปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน งบไตรมาส 3 ของ บจ.ขนาดใหญ่ที่ต่ำคาด และส่วนต่างดอกเบี้ยสหรัฐฯ-ไทยที่ฉุดกระแสเงินทุนต่างชาติไหลออก
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASPS ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายวิจัยจึงแนะนำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวัง โดยเน้นบริหารความเสี่ยงด้วยการถือเงินสดประมาณ 20–30% ของพอร์ตเพื่อรอจังหวะที่เหมาะสม และคัดเลือกหุ้นที่มีลักษณะ Defensive รวมถึงมีแนวโน้มผลประกอบการแข็งแกร่ง ซึ่งได้รับประโยชน์จากทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับลดลง ได้แก่ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP, บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD และ บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC
สำหรับปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้มาจาก 1.ความกังวลต่อนโยบายปรับโครงสร้างราคาน้ำมันของภาครัฐ ที่เปลี่ยนมาใช้สูตรอิงต้นทุนจริง (Cost Plus) พร้อมกำหนดค่าการกลั่นไม่เกิน 2.40 บาทต่อลิตร และลดส่วนลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่นจาก 4 บาท เหลือ 2 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 1–30 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อแนวโน้มกำไรของผู้ประกอบการกลุ่มโรงกลั่น จนราคาหุ้นในกลุ่มดังกล่าวปรับลดลงเฉลี่ย 3.6–6%
2.ผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่บางแห่งที่ออกมาต่ำกว่าคาด โดย บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC พลิกจากที่มีกำไร 4,820 ล้านบาท เป็นขาดทุน 1,738 ล้านบาท จากแรงกดดันในธุรกิจปิโตรเคมี ขณะที่ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA รายงานกำไรประมาณ 7.76 พันล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 11% เนื่องจากการตั้งสำรองสินค้าคงคลัง ซึ่งสะท้อนความท้าทายด้านอัตรากำไรของธุรกิจ
และ 3.ทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่อยู่สูงกว่าไทย ซึ่งอาจเพิ่มแรงจูงใจให้เงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์สกุลดอลลาร์และกดดันค่าเงินบาท โดยพบว่านักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยติดต่อกัน 2 วันทำการ ระหว่างวันที่ 28–29 ตุลาคม รวมประมาณ 5.08 พันล้านบาท ผสานกับนักลงทุนสถาบันในประเทศที่เริ่มกลับมาขายสุทธิเช่นกัน ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยยังมีความเสี่ยงที่จะผันผวนต่อเนื่องในระยะสั้น
ทั้งนี้ ภายใต้ความไม่แน่นอนของตลาดการเงินทั้งในและต่างประเทศ การบริหารสภาพคล่องและคัดเลือกหุ้นที่มีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัว ถือเป็นแนวทางสำคัญในการรับมือกับความผันผวน โดยนักลงทุนควรรักษาความยืดหยุ่นของพอร์ตการลงทุน เพื่อรองรับโอกาสที่อาจเกิดขึ้นเมื่อภาวะตลาดเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น

