MAJOR เดินหน้าขยายสาขาเชิงรุกกูรูชี้กำไรเติบโตแข็งแกร่งใน Q2/58


บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ (7 เม.ย.) บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR ในปีนี้มีภาพยนตร์ Hollywood ฟอร์มใหญ่ซึ่งคาดจะทำรายได้สูงหลายเรื่องทยอยเข้าฉายตั้งแต่เดือนเม.ย. ต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี เช่น The Avengers :Age of Ultron, Fast & Furious 7, Man of Steel 2: Superman / Batman, Jurassic World, Terminator: Genisys, Fantastic Four Reboot, Star Wars Episode 7, Mission Impossible 5, James Bond 24 และ The Hunger Games: Mocking Jay Part II

อีกทั้งมีภาพยนตร์ไทยเรื่องพระนเรศวร ส่งผลบวกต่อรายได้ของ MAJOR ทั้งในส่วนของรายได้จากการขายตั๋วและรายได้จากการโฆษณา (เนื่องจากเปลี่ยนวิธีการขายโฆษณาจากการขายเป็นสาขา มาเป็นขายตามภาพยนตร์ ตั้งแต่ปี 2557 ทำให้รายได้โฆษณาเติบโตดี)

ขณะที่บริษัท MAJOR ตั้งเป้าเปิดโรงภาพยนตร์ใหม่เกือบ 100 แห่งในปีนี้ ทำให้จำนวนโรงภาพยนต์เพิ่มเป็น 600 แห่งและจะเปิดอีก 400 แห่งใน 5 ปีข้างหน้าเป็น 1,000 โรงในปี 2563 โดยเพิ่งเปิดโรงภาพยนตร์ภายใต้แบรนด์ใหม่ Quartier CineArt ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์ระดับบนมีทั้งหมด 8 แห่ง 1,440 ที่นั่ง ประกอบด้วยโรงปกติระบบดิจิตอล 4 โรง (ค่าตั๋วเฉลี่ย 180 บาท) และโรงที่ฉายด้วยระบบพิเศษ 4 โรง คือ AEON Theatre @ Quartier, TRUE Screen X, SCB First Screen และ Toyota IMAX Theater คาด MAJOR รับรู้รายได้ไม่ต่ำกว่า 70 ล้านบาท/ปี (สัญญา 3-5 ปี) จาก Naming Sponsor 4 รายดังกล่าว คือ AEON, TRUE, SCB และ TOYOTA

ทั้งนี้คาดว่ากำไรไตรมาส 1/58 เติบโตจากปีก่อนและแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในไตรมาส 2/58 จากการที่ภาพยนตร์เข้าฉายในไตรมาสที่ 1/58 ทำรายได้ไม่สูง ประเมินว่ากำไรไตรมาส 1/58 จะลดลง 27% จากไตรมาสก่อนแต่เติบโต 7% จากปีก่อนเป็น 150 ล้านบาทจากฐานต่ำในปีก่อนซึ่งได้รับผลกระทบจากการชุมนุม

อีกทั้งคาดว่ากำไรจะเติบโตแข็งแกร่งในไตรมาส 2/58 เนื่องจากมีภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่หลายเรื่องเข้าฉาย รวมทั้งมีรายได้จากค่าโฆษณาเพิ่มขึ้น และรับรู้รายได้จาก Naming sponsor จาก Quartier CineArt จากการปรับประมาณการส่งผลให้ราคาเป้าหมาย (SOTP) เพิ่มจาก 27 บาท เป็น 37.50 บาท ได้ปรับคำแนะนำจาก Trading Buy เป็น “ซื้อ”

 

Back to top button