
KKP ชี้ปมฉุดเชื่อมั่นต่างชาติ “โตช้า-ธรรมาภิบาล-การเมือง”
แบงก์เกียรตินาคินภัทร (KKP) ชี้ 3 ปมใหญ่ฉุดความเชื่อมั่นต่างชาติ "โตช้า-ธรรมาภิบาล-การเมือง" เตือนไทยเร่งหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า นักลงทุนต่างชาติยังมีความกังวลสำคัญ 3 ประการต่อตลาดทุนไทย ได้แก่ แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจและการปฏิรูปโครงสร้างประเทศ ประเด็นธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียน และความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบายภาครัฐ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนในระยะยาว
สำหรับประเด็นแรก นักลงทุนจำนวนมากยังตั้งคำถามว่า ประเทศไทยจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ทำให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้อย่างยั่งยืนเมื่อใด โดยเฉพาะปัญหาการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (Earning Growth) ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้นักลงทุนต้องการเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ตัวเลข GDP ที่ปรับดีขึ้น รวมถึงการกลับมาของการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งจะสะท้อนศักยภาพการเติบโตในอนาคตได้อย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน ประเด็นด้านธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียนยังคงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต่างชาติจับตามอง หลังเกิดกรณีปัญหาขนาดใหญ่หลายเหตุการณ์ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ โดยหากปัญหาเหล่านี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ก็อาจเป็นอุปสรรคต่อการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศในอนาคต
ส่วนความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบาย แม้ในปัจจุบันจะไม่ได้สร้างความกังวลรุนแรงเท่าช่วงที่ผ่านมา แต่ยังถือเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมองว่าระบบการเมืองและการกำหนดนโยบายของไทยมีความซับซ้อนและคาดการณ์ได้ยากเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค ส่งผลให้การประเมินทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนทำได้ยากขึ้น
ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า ในมุมมองของตลาดทุน ดุลบัญชีเดินสะพัดอาจไม่ได้ส่งผลต่อตลาดหุ้นโดยตรงมากนัก เนื่องจากนักลงทุนหุ้นให้ความสำคัญกับการเติบโตของกำไรและเศรษฐกิจเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ดุลบัญชีเดินสะพัดยังเป็นเครื่องชี้วัดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่สำคัญ หากประเทศไทยเข้าสู่ภาวะขาดดุลต่อเนื่องหรือเกิดภาวะขาดดุลแฝด อาจทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามต่อปัจจัยพื้นฐานของประเทศและส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระยะยาว
ทั้งนี้ ไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากประเทศที่เคยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง มาเป็นประเทศที่เกินดุลลดลงหรืออาจขาดดุลเล็กน้อยในบางช่วง แม้สถานการณ์ดังกล่าวยังไม่สร้างแรงกดดันต่อ Fund Flow อย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อค่าเงินบาท ซึ่งในอดีตได้รับแรงสนับสนุนจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง แต่ในอนาคตเงินบาทอาจมีแนวโน้มอ่อนค่าได้ง่ายขึ้นหากเผชิญปัจจัยลบจากภายนอก
ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า เสนอว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับความสามารถในการแข่งขันและสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยไม่ควรพึ่งพาการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่ควรขยายไปสู่ภาคบริการมูลค่าสูง เช่น ธุรกิจสุขภาพ เวลเนส การแพทย์ และบริการทางการเงิน เพื่อดึงดูดรายได้จากต่างประเทศ พร้อมส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตในระยะยาว
นอกจากนี้ยังมองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนถึงกลางปีหน้า หากอัตราเงินเฟ้อยังไม่เร่งตัวเกินกรอบและสถานการณ์เศรษฐกิจโลกไม่รุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่บทเรียนจากอินโดนีเซียสะท้อนให้เห็นว่า การดำเนินนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้อย่างรวดเร็ว

