“ฟินันเซีย ไซรัส” เชียร์ซื้อ TIDLOR เป้า 23 บาท หลังงบ Q1 กำไรแตะ 1.61 พันลบ. โตเกินคาด

บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะนำ “ซื้อ” TIDLOR ราคาเป้าหมาย 23 บาท หลังประกาศกำไรไตรมาส 1/2569 แตะ 1.61 พันล้านบาท โต 34.7% จากปีก่อน สูงกว่าคาด 17% รับแรงหนุน credit costs ลดลงและคุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า มีมุมมองเชิงบวกมากต่อราคาหุ้น บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR หลังประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 ออกมาสูงกว่าประมาณการของฝ่ายวิจัยและตลาดถึง 17% โดยมีแรงหนุนหลักจากค่าใช้จ่ายผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น หรือ ECLs และ credit costs ที่ลดลงมากกว่าคาด อีกทั้งยังอยู่ต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายทั้งปี 2569 อย่างมีนัยสำคัญ

แม้ว่าธุรกิจหลัก ทั้งรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NII ส่วนต่างผลตอบแทนสินเชื่อ หรือ loan spread และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย หรือ Non-NII ยังชะลอตัวตามปัจจัยฤดูกาล แต่คุณภาพสินทรัพย์ของ TIDLOR มีพัฒนาการในเชิงบวกอย่างชัดเจน โดยการตัดหนี้สูญลดลงจากคุณภาพสินเชื่อที่ปล่อยใหม่ที่ดีขึ้น ส่งผลให้อัตราส่วนเงินสำรองต่อหนี้เสีย หรือ coverage ratio เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 340.5%

ทั้งนี้ FSSIA ยังคงเลือก TIDLOR เป็นหุ้นเด่น หรือ top pick ของกลุ่มไฟแนนซ์ ร่วมกับ KTC โดยให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 23 บาท อิงวิธี Gordon Growth Model หรือ GGM ที่ระดับ P/BV 1.78 เท่า ภายใต้สมมติฐานอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นระยะยาว หรือ LT-ROE ที่ 16.0% และต้นทุนเงินทุน หรือ COE ที่ 10.7% ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันยังซื้อขายในระดับที่มีส่วนลดมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย P/BV ย้อนหลัง 5 ปี พร้อมคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยระดับ 6-7% ต่อปี

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 TIDLOR มีกำไรสุทธิ 1.61 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.4% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 34.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น 29% ของประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี 2569 ที่ FSSIA ประเมินไว้ โดยมีปัจจัยหนุนจาก ECLs และ credit costs ที่ลดลง เนื่องจากไม่มีการตั้งสำรองส่วนเพิ่มเพื่อรองรับความเสี่ยง หรือ management overlay เช่นเดียวกับไตรมาส 4/2568 ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้นช่วยลดการตัดหนี้สูญลง

ด้านกำไรก่อนสำรอง หรือ PPOP อยู่ที่ 2.50 พันล้านบาท เป็นไปตามคาด โดยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ลดลงช่วยชดเชยการเติบโตของสินเชื่อที่ยังอ่อนตัว รวมถึง NII และรายได้ค่าธรรมเนียมที่ลดลง โดยสินเชื่อรวมเติบโตจำกัดที่ 0.3% จากไตรมาสก่อน และ 4.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นำโดยสินเชื่อทะเบียนรถจักรยานยนต์และรถยนต์ ขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุกมือสองเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส

ขณะที่ loan spread ลดลงจากไตรมาสก่อน จากจำนวนวันทำการที่น้อยลง อย่างไรก็ตาม ต้นทุนทางการเงินยังปรับลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ 3.21% จากการรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ต้นทุนต่ำ และคาดว่าจะลดลงชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

FSSIA ระบุเพิ่มเติมว่า คุณภาพสินทรัพย์ของ TIDLOR มีพัฒนาการเชิงบวกมากกว่าคาด จากนโยบายการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด และการตัดหนี้สูญเชิงรุกตั้งแต่ปี 2567 ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ratio ลดลงเหลือ 1.49% จาก 1.63% ณ สิ้นปี 2568 ขณะที่สินเชื่อ stage 2 ลดลงมาอยู่ที่ 16.31% จาก 16.98%

การลดลงของ ECLs ทำให้ credit costs ลดลงแรงเหลือเพียง 1.74% ต่ำกว่าที่ FSSIA คาดไว้ที่ 2.87% และลดลงจาก 3.68% ในไตรมาส 4/2568 อีกทั้งยังต่ำกว่ากรอบ guidance ปี 2569 ของบริษัทที่ 2.50-2.80% และต่ำกว่าสมมติฐานของฝ่ายวิจัยที่ 2.60% ขณะที่ coverage ratio เพิ่มขึ้นเป็น 340.5% จาก 314.2% ณ สิ้นปี 2568

อย่างไรก็ตาม FSSIA ยังคงประมาณการกำไรสุทธิของ TIDLOR โดยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 9.8% ต่อปี หรือ CAGR ในช่วงปี 2569-2571 ทั้งนี้ credit costs ในไตรมาส 2/2569 อาจกลับมาเร่งตัวขึ้นสู่กรอบล่างของ guidance ขึ้นอยู่กับทิศทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจทำให้แนวโน้มกำไรไตรมาส 2/2569 ลดลงจากไตรมาสก่อน แม้จะมีปัจจัยหนุนจากจำนวนวันทำการที่กลับมาเป็นปกติ และ NII ที่ปรับตัวดีขึ้น

ทั้งนี้ FSSIA เริ่มเห็นความเสี่ยงเชิงบวก หรือ upside risks ต่อประมาณการกำไรปี 2569 โดยประเมินว่าทุก ๆ 10 bps ที่ credit costs ต่ำกว่าสมมติฐานของฝ่ายวิจัยที่ 2.60% จะส่งผลบวกต่อกำไรสุทธิราว 1.5%

Back to top button