ITEL เด้งเกือบ 7% รับอานิสงส์เลือกตั้งชัดเจน-ตัวเต็งชิงเน็ตชายขอบ เฟส 2

ITEL เด้งเกือบ 7% รับอานิสงส์เลือกตั้งชัดเจน-ตัวเต็งชิงเน็ตชายขอบ เฟส 2 โดยราคาปิดตลาดวันนี้ อยู่ที่ระดับ 3.56 บาท บวก 0.22 บาท หรือ 6.95% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 14.89 ล้านบาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL ปิดตลาดวันนี้ ราคาอยู่ที่ระดับ 3.56 บาท บวก 0.22 บาท หรือ 6.59% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 14.89 ล้านบาท โดยราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 3 เดือน นับตั้งแต่ราคาอยู่ที่ระดับ 3.58 บาท เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.61

ด้าน บล. บัวหลวง ระบุในบทวิเคราะห์ (11 ก.ย.61) แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 5.60 บาท โดย ITEL เป็นบริษัทที่เติบโตไปพร้อมกับการเข้าสู่ยุคดิจิตัล (Digitalization) ซึ่งบริษัทเป็นเจ้าของโครงข่าย Fiber Optic ซึ่งเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่ข้อมูลดิจิทัลต้องวิ่งผ่าน ปัจจัยหนุนการเติบโตต่อไปจะมาจากการใช้งานโครงข่ายที่เพิ่มขึ้น อีกทั้ง Genesis data center จะหยุดถ่วงงบ ในมุม Valuation ซึ่งปัจจุบันหุ้นเทรด PE ปี 2562 ที่ 19.9 เท่า บนสมมุติฐานไม่รวม USO เฟส2 หากบริษัทได้รับสัญญา USO เพิ่ม 1 หรือ 2 สัญญา จะทำให้ PE ลดลงเหลือ 16 และ 14 เท่า และการเติบโตเพิ่มเป็น 26% และ 36% ตามลำดับ

ทั้งนี้ จากการเข้ามาของ Internet of things (IOT) ส่งผลให้การใช้งาน Data เพิ่มขึ้นมาโดยตลอดทั้งจากลูกค้าบุคคลและองค์กร โดยจะเห็นได้ว่า E-commerce, Digital banking และ จำนวนผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้โครงข่ายฯ มีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น และมีอัตราการใช้งานเพิ่มจาก 22% ปีใน 2560 มาเป็น 27% ในปัจจุบัน และมีรายได้เติบโตต่อเนื่องราว 25-30%/ปี ด้วยกระแสของยุคดิจิทัลและกลยุทธ์การสร้างตลาดใหม่กับลูกค้าองค์กรขนาดกลาง จะช่วยให้ ITEL สร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับรายได้ส่วน Recurring service ของโครงการอินเตอร์เน็ตชายขอบ (USO) เฟส 1 จะเริ่มรับรู้ปลายเดือนนี้ หนุนรายได้เพิ่มปีละ 200 ล้านบาท ต่อเนื่องไปอีก 5 ปี  ซึ่งรายได้ Data service เติบโตเป็น 700 (เพิ่มขึ้น 36%) และ 1,000 (เพิ่มขึ้น 43%) ล้านบาท ในปี 2561-62 ตามลำดับ นอกจากนี้งานอินเตอร์เน็ตชายขอบ เฟส 2 คาดจะออกมาใหญ่กว่า เฟส 1 เป็นเท่าตัว โดยมูลค่ารวม 2 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น 8 สัญญา ซึ่ง ITEL เป็นตัวเต็งในการเข้ารับงาน เพราะมีความได้เปรียบด้านต้นทุนจากการทำงาน เฟส 1 อยู่แล้ว ซึ่งงานน่าจะออกมาช่วง ก.ย.-ต.ค. นี้

ขณะเดียวกัน Genesis data center จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหนุนผลประกอบการที่สำคัญ เพราะผลขาดทุนปีละ 20 ล้านบาท จะหายไป เนื่องจากบริษัทได้ธนาคารแห่งหนึ่งเข้ามาเป็นลูกค้า โดยธนาคารแห่งนี้จะใช้ Occupancy rate ขึ้นมาเป็น 33% ในสิ้นปีนี้ และยังมีหน่วยงานราชการอีกแห่งที่จะเข้าใช้บริการอีกราว 7% จะช่วยให้ Genesis ถึง break-even ที่ 40% ได้ และไม่ถ่วงงบอีก

ภายใต้สมมุติฐานอนุรักษ์นิยม (ไม่รวมงาน USO ที่จะประมูลเพิ่ม) สามารถคาดกำไรปี 2561 ถึง 2563 ที่ 136, 161 และ 192 ล้านบาท ตามลำดับ หรือโตเฉลี่ย 19%ต่อปี (CAGR 2561-2563) และหากบริษัทได้งาน USO เข้ามาเพิ่ม จะช่วยหนุนให้เห็นภาพผลประกอบการ 3 ปี ข้างหน้าอย่างชัดเจน ซึ่งหากทำ Scenario analysis เป็น 2 กรณี จะมีผลลัพธ์ โดยได้ USO เพิ่ม 1 สัญญา คาดกำไรจะโตเฉลี่ย 26% ต่อปี (CAGR 2561-2563) คาดกำไรที่ 192 และ 215 ในปี 2562-2563 และได้ USO เพิ่ม 2 สัญญา คาดกำไรจะโตเฉลี่ย 36%ต่อปี (CAGR 2561-2563) คาดกำไรที่ 215 และ 250 ในปี 2562-2563

อย่างไรก็ดี บล. บัวหลวง ได้ระบุในบทวิเคราะห์เพิ่มเติม โดยเปิดเผยถึงหุ้น ITELที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากการเลือกตั้ง โดยระบุ เป็นหุ้นเชื่อมโยงงานภาครัฐฯ (ต้องเร่งผลักโปรเจคออกก่อน) จากเน็ตห่างไกล เน็ตชายขอบ มูลค่า 20,000 ลบ.

Back to top button