
บริการดาต้าเซ็นเตอร์ไทยอนาคตสดใส
ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์กำลังมาแรง มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะภาคธุรกิจต่างให้ความสำคัญ ดังนั้นแนวโน้มธุรกิจบริการดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยจึงยังมีอนาคตที่สดใสอยู่
เส้นทางนักลงทุน
ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์กำลังมาแรง มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะภาคธุรกิจต่างให้ความสำคัญ ดังนั้นแนวโน้มธุรกิจบริการดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยจึงยังมีอนาคตที่สดใสอยู่
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ว่าตลาดบริการดาต้าเซ็นเตอร์ในปี 2569 จะมีสัดส่วนสูงถึง 47.2% ของตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ไทยโดยรวม ทั้งนี้องค์กรธุรกิจไทยมีแนวโน้มหันมาเลือกใช้บริการดาต้าเซ็นเตอร์แทนการลงทุนเอง เพื่อลดค่าใช้จ่ายและเข้าถึง Solution AI สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลที่ผู้ให้บริการนำเสนอควบคู่กับการจัดเก็บข้อมูล
รวมทั้งมองว่าในปี 2569 รายได้ธุรกิจบริการดาต้าเซ็นเตอร์ไทยจะขยายตัว 9% ตามความต้องการใช้งานที่มาก ขึ้นใน 3 ตลาดหลัก ได้แก่ ตลาดภาคการเงิน (29%) และตลาดภาคค้าส่ง-ค้าปลีก (25%) ที่ขยายตัวได้ดีตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใช้จ่ายออนไลน์มากขึ้น ในขณะที่ตลาดภาคบริการสุขภาพ (19%) จะขยายตัวตามกระแสรักสุขภาพและการเข้าสู่สังคมสูงอายุ รวมถึงการขยายตัวของบริการสุขภาพดิจิทัล
ธุรกิจบริการดาต้าเซ็นเตอร์ไทยกำลังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รายได้รวมมีทิศทางเติบโตเฉลี่ย 11.1% ต่อปี ความต้องการบริการจัดเก็บข้อมูลในไทยส่วนใหญ่ราว 95% มาจากองค์กรธุรกิจเอกชน โดยเติบโตตามความเปลี่ยนแปลงในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในธุรกิจ ทั้งเพื่อการวางแผนและการเข้าถึงลูกค้า โดยเฉพาะในปัจจุบันที่หลายองค์กรธุรกิจไทยเริ่มทดลองและนำเทคโนโลยี AI มาใช้ ส่งผลให้ปริมาณข้อมูลที่ต้องประมวลผลและจัดเก็บขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ความต้องการใช้บริการดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มสูงขึ้น
ปัจจุบันองค์กรธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะขนาดกลางและขนาดเล็ก หันมาเลือกใช้บริการจากผู้ให้บริการภายนอกแทนการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เอง ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรและเงินลงทุนสูง ทั้งด้าน โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และเทคโนโลยี
สำหรับปี 2569 ตลาดบริการดาต้าเซ็นเตอร์จะมีสัดส่วนสูงถึง 47.2% ของมูลค่าตลาดโดยรวม นอกจากนี้ องค์กรธุรกิจยังเลือกใช้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ เนื่องจากผู้ให้บริการในปัจจุบันมักเปิดให้บริการ Solution สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI ควบคู่ไปกับบริการจัดเก็บข้อมูล ทั้งนี้ในปี 2568 องค์กรไทยกว่า 68% (เฉลี่ยโลก 46%) ได้นำ AI มาใช้แล้ว และมากกว่า 90% มีแผนจะนำมาใช้ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า
ธุรกิจบริการดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับภาคการเงิน เติบโตตามความต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลของธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบชำระเงินสมัยใหม่ ได้แก่ PromptPay และ e-Wallet ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันมากกว่า 92% ของจำนวนธุรกรรมชำระเงินของไทยในปัจจุบัน และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยในปี 2569 จำนวนธุรกรรมโดยรวมผ่านระบบชำระเงินทั้งสองดังกล่าว คาดว่าจะเติบโตราว 13.3%
การเปิดให้บริการธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในช่วงกลางปี 2569 รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในภาคการเงิน เช่น ระบบสแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตนในการทำธุรกรรม ล้วนทำให้ความต้องการใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มสูงขึ้น
ธุรกิจบริการดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับภาคค้าส่งและค้าปลีก จะเติบโตตามการขยายตัวของโมเดิร์นเทรดและอีคอมเมิร์ซ ที่คาดว่าจะขยายตัวราว 3.4% และ 5-8% ในปี 2569 ตามลำดับ ทำให้ความต้องการใช้งานบริการดาต้าเซ็นเตอร์เป็นที่ต้องการมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่มีปริมาณการสั่งซื้อเพิ่มขึ้นสูงในระยะเวลาอันสั้น เช่น เทศกาลวันหยุดหรือแคมเปญลดราคาครั้งใหญ่ เพราะบริการดังกล่าวมีความยืดหยุ่นในการเพิ่มพื้นที่จัดเก็บตามความต้องการได้ทันที
การนำ AI มาช่วยในระบบแนะนำสินค้าสำหรับภาคค้าส่ง-ค้าปลีก ถือเป็นอีกปัจจัยที่ส่งเสริมการเติบโตของความต้องการใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์ เนื่องจากธุรกิจจำเป็นต้องจัดเก็บข้อมูลพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าแต่ละราย เพื่อให้สามารถทำกลยุทธ์การตลาดได้เฉพาะเจาะจงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น
ธุรกิจบริการดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับภาคบริการสุขภาพ จะเติบโตตามความต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลผู้ป่วย ซึ่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากจำนวนผู้ป่วยคนไทยที่มีทิศทางเติบโตราว 7% ต่อปี หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตามกระแสรักสุขภาพ และการเข้าสู่สังคมสูงอายุของไทย รวมถึงการขยายตัวของบริการสุขภาพดิจิทัล เช่น ระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) การรับ-ส่งยาผ่าน Health Rider และการออกใบรับรองแพทย์ในรูปแบบดิจิทัล
เทคโนโลยี AI เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเร่งที่ทำให้ความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์จากภาคบริการสุขภาพขยายตัว เช่น AI Chatbot ที่ต้องเก็บข้อมูลบทสนทนาและสุขภาพเพื่อการวินิจฉัยและติดตามผล เป็นต้น ส่งผลให้ปริมาณข้อมูลที่ต้องจัดเก็บเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของธุรกิจบริการดาต้าเซ็นเตอร์ไทยในระยะกลางถึงยาวนั้น การบังคับใช้ พ.ร.บ. Climate Change อาจกดดันให้ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ต้องหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาลในการประมวลผลข้อมูล โดยดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่อาจใช้พลังงานไฟฟ้าเทียบเท่ากับหลายแสนครัวเรือนต่อปี ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะอยู่ในระดับสูงหากต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งส่งผลต่อการบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ
โครงการ Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) เพื่อเข้าถึงพลังงานสะอาดยังอยู่ในช่วงทดลอง และมีปริมาณจำกัด จึงอาจทำให้เกิดความไม่แน่นอนด้านต้นทุนและความน่าเชื่อถือของแหล่งไฟฟ้า ส่งผลให้ผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ไม่สามารถวางแผนด้านพลังงานระยะยาวได้
จากข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่าแนวโน้มธุรกิจบริการดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยยังคงอยู่ในทิศทางที่สดใส เพราะกำลังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง

