เศรษฐกิจโลกก้าวสู่ ‘ทศวรรษที่สูญหาย’..!!?

จากธนาคารโลก (World Bank) เปิดเผยรายงาน Global Economic Prospects ล่าสุดประจำเดือนมิถุนายนปี 2569 ส่งสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญ


จากธนาคารโลก (World Bank) เปิดเผยรายงาน Global Economic Prospects ล่าสุดประจำเดือนมิถุนายนปี 2569 ส่งสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญ ทำให้ผู้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจทั่วโลก ต้องหันกลับมาทบทวนยุทธศาสตร์กันขนานใหญ่ เมื่อตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปีนี้ถูกปรับลดลงเหลือเพียง 2.5% ถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤตการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19

ชนวนเหตุสำคัญที่ฉุดกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ หนีไม่พ้นความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการปะทะกันโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ, อิสราเอลและอิหร่าน ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 4 ส่งผลให้เส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญสุดของโลกอย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” ต้องถูกปิดลงอย่างไม่มีกำหนด วิกฤตการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนแบบโดมิโนทั่วทุกภาคส่วน

ผลกระทบระลอกแรกสะท้อนผ่านราคาน้ำมันดิบเบรนท์ กรณีฐานสูงขึ้นเฉลี่ยถึง 94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหรือเพิ่มขึ้นกว่า 36% จากปีก่อนหน้านี้และหากความขัดแย้งไม่สามารถคลี่คลายได้ภายในเวลาอันสั้น ธนาคารโลกเตือนว่า ราคาน้ำมันอาจทะยานขึ้นถึง 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (กรณีฉากทัศน์ที่เลวร้ายสุด)

หากวิกฤตพลังงานลุกลามสู่วิกฤตความเชื่อมั่นในตลาดการเงิน เศรษฐกิจโลก อาจดิ่งลงเหลือเพียง 1.3% เท่านั้นเมื่อพิจารณาเป็นรายภูมิภาค พบว่า กลุ่มประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ กลับเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักหน่วงสุด โดยคาดการณ์ GDP ถูกหั่นลงเหลือเพียง 1.6%

ขณะที่ยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจอย่างจีน หนีไม่พ้นเช่นกัน โดยตัวเลขเติบโตถูกปรับลดลงเหลือ 4.2% จากเดิมเคยทำได้ถึง 5% ในปีที่ผ่านมา ส่วนยูโรโซน และญี่ปุ่น ยังเผชิญภาวะซบเซาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน 

อย่างไรก็ตามท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจ “อินเดีย” ยังเป็นแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียว ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยธนาคารโลกคาดการณ์ว่าจะสามารถรักษาอัตราการเติบโตไว้ได้สูงถึง 6.6% สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของอุปสงค์ภายในประเทศ และโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ที่มีความยืดหยุ่นต่อปัจจัยภายนอกได้ดีกว่าประเทศอื่น ๆ ที่ต้องพึ่งพาการส่งออกพลังงาน หรือการค้าระหว่างประเทศเป็นหลัก

สิ่งที่น่ากังวลสุดจากรายงานฉบับนี้ คือ คำเตือนของ “อินเดอร์มิต กิลล์” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกที่ระบุว่า เศรษฐกิจโลกปัจจุบันมีความเปราะบางมากกว่าช่วงวิกฤตการเงินปี 2551 และปี 2561 เสียอีกเนื่องจากเรากำลังเผชิญกับปัจจัยเชิงโครงสร้างระยะยาว ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสังคมสูงวัยที่ทำให้ประชากรวัยแรงงานลดลง หรือการลงทุนจากภาคเอกชนที่ซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด

กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา กำลังเสี่ยงต่อการติดหล่มทศวรรษที่สูญหาย เนื่องจากไม่สามารถยกระดับรายได้ต่อหัวเพื่อให้ก้าวทันกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วได้ทันตามเป้าหมายไว้ ปัญหาระดับหนี้สาธารณะสูงเป็นประวัติการณ์ในหลายประเทศ ยังทำให้รัฐบาลต่าง ๆ ขาดเครื่องมือและงบประมาณการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซ้ำร้ายอัตราเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวขึ้นจากราคาพลังงานและราคาปุ๋ย บีบบังคับให้ธนาคารกลางทั่วโลก จำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ระดับสูง เปรียบเสมือนการเหยียบเบรกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซ้ำเติมความเดือดร้อนของภาคธุรกิจ และประชาชนระดับฐานรากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รายงานฉบับนี้จึงเป็นสัญญาณเตือนภัยชัดเจนว่า ปี 2569 ไม่ได้เผชิญเพียงแค่ปัญหาวิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์ช่วงระยะสั้นเท่านั้น แต่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคสมัยแห่งความผันผวนครั้งใหม่ นโยบายแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องเร่งปรับตัว บริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ ที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงและทวีความรุนแรงขึ้นได้อย่างรวดเร็วตลอดเวลาหลังจากนี้

Back to top button