PTT วางงบลงทุน 5 ปี 1.03 แสนล. ลุุยธุรกิจก๊าซเต็มกำลัง ดันกำลังผลิต LNG สู่ 19 ล้านตัน/ปี


นางสาวจิตยาภา วงศาโรจน์ ผู้จัดการส่วน, ฝ่ายผู้ลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT นำเสนอข้อมูลผลประกอบการงวดปี 2563 และแนวโน้มผลประกอบการปี 2564 ในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปี 2563 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ได้มีมติอนุมัติให้เข้าซื้อหุ้นบริษัท โกลบอล รีนิวเอเบิล เพาเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ในสัดส่วน 50% ส่วนอีก 50% GPSC เป็นผู้ถือ ทั้งนี้ เพื่อขยายการลงทุนของบริษัท โกลบอล รีนิวเอเบิล เพาเวอร์ จำกัด ในภาพรวมไฟฟ้าที่เป็นพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ เพื่อกลุ่ม PTT จะสามารถบรรลุเป้าหมายที่ 8 กิกะวัตต์ ภายในปี 2573 โดยเน้นการลงทุนในต่างประเทศที่เป็นโซลาร์และวินด์ฟาร์ม ซึ่งจะเน้นลงทุนในประเทศ จีน, อินเดีย, เวียดนาม และไต้หวัน

อีกทั้ง ได้มีการจัดตั้งบริษัทย่อยที่เกี่ยวกับ Life science ได้แก่ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด เพื่อเป็น Investmment arm ใน 3 ด้านด้วยกัน ได้แก่ ธุรกิจยา, ธุรกิจอาหารเสริม และอุปกรณ์ทางการแพทย์

สำหรับธุรกิจที่ต้องการ Exit ได้แก่ ธุรกิจถ่านหิน โดยในปี 2563 ได้ปิดกิจการไป 1 บริษัท และในปี 2564 จะมีการอนุมัติปิดกิจการเพิ่มอีก 3 บริษัท

นอกจากนี้ ในปี 2563 บริษัทได้ประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานในครึ่งปีหลังของปี 2563 ที่ 0.82 บาท คิดเป็น Pay Out Ratio ที่ 76% หรือคิดเป็น Dividend Yield ที่ 2.4% ทั้งนี้ จะมีการอนุมัติอีกครั้งในที่ประชุมผู้ถือหุ้นสามัญในวันที่ 9 เม.ย.64 และกำหนดจ่ายในวันที่ 30 เม.ย.64

ด้านนางสาวพรรณพร ศาสนนันทน์ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การเงินองค์กรและฝ่ายผู้ลงทุนสัมพันธ์ PTT กล่าวว่า สำหรับไตรมาส 4/63 ถึงแม้ว่าจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 13,147 ล้านบาท แต่หากไม่รวมส่วนที่เป็นด้อยค่าและการขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน จะทำให้มี Operating Net Income ที่ประมาณ 15,608 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่วนผลการดำเนินงานงวดปี 2563 ที่มีกำไรสุทธิลดลง 59% จาก 92,951 ล้านบาท จากปี 2562 มาอยู่ที่ระดับ 37,766 ล้านบาท โดยหากไม่รวมส่วนที่เป็นด้อยค่า และ Stock gain (loss) จะส่งผลให้กำไรลดลงเพียง 44% จาก 101,166 ล้านบาท เมื่อปี 2562 มาอยู่ที่ 56,470 ในปี 2563

สำหรับงบการลงทุนใน 5 ปีข้างหน้า (2564-2568) อยู่ที่ 103,267 ล้านบาท โดย 64% ยังคงเป็นการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับก๊าซธรรมชาติ ประกอบด้วย ธุรกิจก๊าซ 30% รวมถึงการลงทุนใน LNG Terminal 2 อยู่ที่ 21% ซึ่งได้มีการลงทุนไปแล้ว และคาดว่าจะเริ่มการผลิตได้ประมาณปี 2565 ด้วยกำลังการผลิตอยู่ที่ 7.5 ล้านตันต่อปี ทำให้หลังจากที่มี LNG Terminal 2 แล้ว จะส่งผลให้ Capacity ของ LNG Terminal จะขึ้นเป็น 19 ล้านตันต่อปี ส่วนอีก 13% โดยหลักเป็นธุรกิจท่อ หรือท่อเส้นที่ 5 ซึ่งเป็นท่อเชื่อมต่อระหว่างทางตะวันออกไปทางตะวันตกของประเทศไทย และโรงแยก 7 ที่จะมาแทนโรงแยก 1 ซึ่งมีเทคโนโลยีที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก ขณะที่ 10% เป็นการลงทุนใน Technology & Engineering (TEG) และ 26% เป็นการลงทุนผ่านบริษัทย่อย

ขณะที่มองว่าธุรกิจแก๊สที่เป็นการขายแก๊ส และมีธุรกิจโรงแยกแก๊ส ที่เป็นการผลิตเพื่อไปส่งออกให้ธุรกิจปิโตรเคมีใน 5 ปีข้างหน้า (2564-2568) จะเติบโตประมาณปีละ 3.4% โดยในปี 2564 จะมีกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 93% ถือเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2563 ที่มีกำลังการผลิตแค่ 88%

Back to top button