IVL บวก 4% โบรกชี้ Q2 กำไรเด่น ดีมานด์จีนพุ่ง – “เพท” แกร่ง ชูเป้า 60 บ.  

IVL โบรกคาดการดำเนินงานช่วงที่เหลือของปียังสดใสจากปัจจัยบวกๆ ที่เข้ามา ทั้งการปรับราคาขาย, การรวมงบ Oxiteno เข้ามา และราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น บวกต่อการดำเนินงาน คงแนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 60 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (14 มิ.ย. 2565) ราคาหุ้น บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL ณ เวลา 11:54 น. อยู่ที่ระดับ 51.25 บาท บวกไป 1.75 บาท หรือขึ้นไป 3.54% โดยทำจุดสูงสุดที่ 52.75 บาท และทำจุดต่ำสุดที่ 49.75 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.20 พันล้านบาท

บล.ไทยพาณิชย์ ระบุว่า IVLโมเมนตัมกำไรไตรมาส 2 ปี 2565 ยังดีต่อเนื่องทั้งจากงวดเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน จากอุปสงค์พลาสติกโพลีเอทิลีนเทอพาทาเลท (PET) ที่ยังแข็งแกร่ง และส่วนต่างราคา PET/PTA ทรงตัวอยู่ในระดับสูง ขณะที่ทั้งปี 2565 คาดกำไรเติบโตเด่น 49% จากงวดเดียวกันของปีก่อน

ด้านบล.ฟิลลิป ระบุว่า แนวโน้มการดำเนินงานช่วงที่เหลือของปี 2565 ยังดีจาก 1)ไตรมาส 2 ปี 2565 ได้ผลบวกจากปัจจัยฤดูกาลและการ คลายล็อกดาวน์ของหลายๆ ประเทศโดยเฉพาะจีนหนุนให้ปริมาณขายเพิ่มขึ้น 2) การปรับราคาขายในยุโรปขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2565 ตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และ 3) การรมงบ Oxiteno เข้ามาตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2565 เป็นต้นไป และแนวโน้ม margin ยังดีจากอุปทานที่ตึงตัว โดยกลุ่ม PET แม้คาดจะได้รับผลจากต้นทุนพลังงานที่ เพิ่มขึ้นแต่อุปสงค์ที่กลับมาเพิ่มขึ้นทำให้แนวโน้มส่วนต่างราคายังดี, กลุ่ม IODs แม้กลุ่ม MEG จะได้รับผลจากอุปสงค์ของโพลีเอสเตอร์ในจีนที่ลดลง และการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น

ขณะที่กลุ่ม MTBE คาดส่วนต่างราคาจะดีขึ้นเนื่องจากปีก่อนหน้าได้รับผลจากต้นทุนวัตถุดิบคือ Butane และเมทานอลที่เพิ่มขึ้นแต่ปีนี้ลดลงและยังได้ผลบวกจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากความได้เปรียบในการใช้ shale gas อีกทั้งจะรวมการดำเนินงานของ Oxiteno เข้ามา และกลุ่ม Fibers คาดการดำเนินงานฟื้นตัวจำกัด โดยกลุ่ม Mobility ยังได้รับผลจากปัญหาการขาดแคลนชิพ ส่วนกลุ่ม lifestyle แม้คำสั่งซื้อจะเพิ่มขึ้นแต่ได้รับผลจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งเพิ่มขึ้นส่วน Hygiene คาดการดำเนินงานกลับสู่ ภาวะปกติ ทางฝ่ายได้ปรับประมาณการขึ้นจากเดิมปรับปริมาณขายเพิ่ม 10% และปรับ EBITDA/ton ขึ้นปรับกำไรสุทธิเป็น 31,146 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 18% จากงวดเดียวกันของปีก่อน

นอกจากนี้ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นแม้จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจ PET และ Fibers โดยเฉพาะในส่วน PET และ PTA แต่บริษัทได้ปรับราคาขายขึ้นรองรับปัจจัยดังกล่าวแล้ว อีกทั้งค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นทำให้บริษัทได้เปรียบคู่แข่งที่นำเข้าในยุโรป ขณะที่กลุ่ม Fibers คาดยังได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแต่ปริมาณการผลิต เพิ่มขึ้นจากการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ส่วนกลุ่ม IODs คาดจะมีความได้เปรียบจากการใช้ shale gas จากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่เปลี่ยนแปลงทุก ๆ 10 เหรียญ/ บาร์เรลจะส่งผลให้ EBITDA เพิ่มขึ้นราว 63-65 ล้านเหรียญ

ทั้งนี้คาดการดำเนินงานช่วงที่เหลือของปียังสดใสจากปัจจัยบวกๆที่เข้ามา ทั้งการปรับราคาขาย, การรวมงบ Oxiteno เข้ามา และราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น คาดเป็นบวกต่อการดำเนินงานมากกว่า ทำให้ทางฝ่ายคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 60 บาท

Back to top button