
88TH เด้ง 2% เก็งรายได้ปีนี้แตะ 600 ล้านบาท รับไลฟ์สดฟีเวอร์ดัน Q4 โตแกร่ง
88TH เด้ง 2% ขานรับส่งซิกผลงานไตรมาส 4/68 โตต่อ รับอานิสงส์ไลฟ์สดฟีเวอร์ ดันรายได้ปี 68 มาตามนัด 600 ล้านบาท โต 30% ขณะที่ปี 69 โตไม่หยุด ตั้งเป้ารายได้โต 20-30% ชู 3 กลยุทธ์ “ปรับตัวเร็วยืดหยุ่น-ออกสินค้าคุณภาพ-เสริมแกร่งช่องทางจำหน่าย” หนุนโต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (23 ธ.ค.68) ราคาหุ้น บริษัท 88(ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ 88TH ณ เวลา 10:08 น. อยู่ที่ระดับ 4.56 บาท บวก 0.08 บาท หรือ 1.79% สูงสุดที่ระดับ 4.60 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 4.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 9.24 ล้านบาท
นางณัฐฐินี ชวนะนิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร 88TH เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 4/2568 ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน ซึ่งเบื้องต้นคาดว่ารายได้ในไตรมาส 4/2568 น่าจะใกล้เคียงกับไตรมาส 1/2568 ซึ่งเป็นไตรมาสที่มีรายได้จากการขายสูงสุดที่ประมาณ 170-180 ล้านบาท เนื่องจากในช่วงปลายปี 2567 บริษัทได้มีการออกสินค้าใหม่ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีในไตรมาส 1/2568 ทำให้ยอดขายเติบโตสูง ประกอบกับบริษัทได้มีการขยายสาขาช่องทางการจำหน่ายเข้ามาหนุนด้วย ขณะที่ในไตรมาส 4/2568 ช่องทางการขายออนไลน์ผ่านการไลฟ์สดที่เป็นกระแสเข้ามาสนับสนุนยอดขายในช่วงเวลานั้น
นอกจากนี้ ในไตรมาส 4/2568 เป็นไตรมาสที่ผู้บริโภคมีการจับจ่ายมากขึ้น ประกอบกับมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐเข้ามาเพิ่มด้วย ทำให้การตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคทำได้ง่ายขึ้น รวมทั้ง บริษัทยังมีการออกแคมเปญส่งเสริมการตลาดร่วมกับแพลตฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงทางออนไลน์ด้วย
ทั้งนี้ จากภาพรวมของผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2568 ที่เติบโต ส่งผลให้ในปี 2568 ผลการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากได้เทศกาลไลฟ์เข้ามาช่วยด้วย โดยในปี 2568 บริษัทคาดว่ารายได้จากการขายระดับกว่า 600 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 30% จากปีก่อน 479.08 ล้านบาท ซึ่งในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 บริษัทมีรายได้รวมแล้วที่ 475.10 ล้านบาท
ส่วนในปี 2569 บริษัทยังคงมีความสามารถในการเติบโตได้เช่นเดียวกันอดีตที่ผ่านมา รายได้รวมเติบโตที่ระดับ 20-30% ต่อปี ตามแผนที่บริษัทได้วางไว้ ทั้งนี้ บริษัทยังมี Roadmap (โรดแมป) ที่ชัดเจนจะนำมาซึ่งตัวเลขที่ได้ประมาณการไว้ได้ อย่างไรก็ตาม หากในปี 2569 มีโอกาสใหม่ ๆ เข้ามา บริษัทจะต้องการปรับตัวให้เร็วและจะต้องมีความยืดหยุ่น เพื่อจะเข้าไปรับโอกาสนั้น เพื่อจะมาเสริมกับแผนของบริษัทที่วางไว้
สำหรับกลยุทธ์ในปี 2569 ที่บริษัทจะใช้ในการขับเคลื่อนองค์กร คือ 1.องค์กรจะต้องสามารถปรับตัวได้เร็ว รองรับโอกาสใหม่ ๆ ที่เข้ามาให้ทันท่วงที แต่จำนวนคู่แข่ง จำนวนสินค้าใหม่ ๆ ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้น การที่องค์กรจะรอดได้คือการปรับตัว และทำตัวให้เห็นโอกาสได้เร็ว และรีบเข้าไปในโอกาสนั้นให้ได้
2.การออกสินค้าที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดีเหมือนเช่นที่ผ่านมา และจะต้องเป็นสินค้าที่สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน บริษัทไม่เน้นการออกสินค้าใหม่บ่อย ๆ หรือออกสินค้าแบบเร็ว ๆ ซึ่งมองว่าเป็นการฉาบฉวยเกินไป ทั้งนี้ บริษัทยังคงยึดมั่นในหลักการของแบรนด์ คือ การออกสินค้าที่ดี เพื่อจะอยู่ในตลาดไปยาว ๆ ตอบโจทย์ลูกค้าได้ต่อเนื่อง และ 3.ช่องทางการจำหน่าย ปัจจุบันบริษัทมีการจำหน่ายสินค้าผ่านทุกช่องทางแล้ว ฉะนั้นในปี 2569 บริษัทจะกระจายให้น้ำหนักกับทุกช่องทางจำหน่าย รวมถึงจะสร้างความแข็งแกร่งในทุกช่องทาง เพื่อให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าของบริษัทได้ 24 ชั่วโมง 7 วัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
“ในปี 2569 การต่อสู่ก็ดุเดือดเหมือนเดิม และจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น ทั้งในเรื่องของสินค้าและช่องทาง ซึ่งจะรวดเร็วมาก เราเองจะต้องปรับตัวให้ทันกับเทรนด์ตรงนั้นให้ได้ ซึ่งเรามั่นใจมาก เพราะเราเองมองเรื่องการปรับตัว ความยืดหยุ่นอยู่ตลอดเวลา เราเข้าใจว่า ธุรกิจนี้เป็นแบบนี้เป็นอย่างดี คนที่จะรอดในปี 2569 คือ คนที่สามารถปรับตัวได้เร็ว เพื่อจะตอบสนองโอกาสที่เข้ามาเร็ว ซึ่งอาจจะหมดเร็วด้วยเช่นกัน เช่น ในช่วงไตรมาส 4/2568 เราเห็นช่องทางออนไลน์ที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ปัจจุบันเงียบไป” นางณัฐฐินี กล่าว
ด้านภาพรวมของตลาดผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและความงามในปี 2569 ยังคงมีการแข่งขันที่สูงและยังคงดุเดือดเหมือนเดิม จากการมีทั้งสินค้าใหม่และแบรนด์ใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ยังมีผู้เล่นใหม่ ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน แต่สิ่งที่บริษัทได้เรียนรู้และมีแผนที่จะทำคือ ความสามารถปรับตัวเข้าไปรับโอกาสได้อย่างรวดเร็ว อย่างเช่นในช่วงไตรมาส 4/2568 ช่องทางไลฟ์เกิดเป็นกระแสได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งบริษัทเองได้เข้าไปรับโอกาสดังกล่าวได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน
นอกจากนี้ บริษัทได้ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงมาต่อเนื่อง สำหรับในปี 2569 จะประกอบด้วย 1.การศึกษาเรื่องสินค้าใหม่ ๆ ซึ่งบริษัทมีการศึกษาอยู่ตลอดเวลา, 2.ในเรื่องของช่องทาง ซึ่งปัจจุบันจะเห็นได้ว่าบริษัทมีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปและมีสัดส่วนที่กระจาย ไม่ได้พึ่งพิงช่องทางใดช่องทางหนึ่ง ซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงในการสร้างรายได้ให้กับบริษัท และ 3.การดูแลกระบวนการทำงานภายในของบริษัทให้สามารถยืดหยุ่นได้มากที่สุด ทั้งนี้ หากบริษัทมีความพร้อมจะสามารถรับความเสี่ยงของประเทศ หรือของโลกได้เอง
“เศรษฐกิจปี 2569 น่าจะยังนิ่ง ๆ กำลังซื้อก็เช่นกัน แต่สินค้าเราเป็นสินค้าที่มีความจำเป็น สินค้าเราเป็นสินค้าที่ใช้แล้วหมดไป ต้องซื้อซ้ำ เพราะจำเป็นต้องใช้ตลอด จึงถือว่าเรามีความโชคดีกว่ากลุ่มธุรกิจอื่น ๆ ต่อให้การจับจ่ายจะไม่เหมือนอดีต แต่เชื่อว่า ผู้ซื้อจะต้องแบ่งส่วนที่จะต้องใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ต่อให้กำลังซื้อจะลดลง หรือฝืดเคืองแต่เราเชื่อว่าเรายังไปได้อยู่” นางณัฐฐินี กล่าว


