CK-STECON กอดคอวิ่ง! ส้มหล่น รับอานิสงส์ “อนุทิน” จ่อขึ้นบัญชีดำ ITD

CK–STECON กอดคอวิ่ง! ขานรับข่าวเชิงบวก หลังภาครัฐเอาจริงจ่อเลิกสัญญา–ขึ้นแบล็กลิสต์ ITD จากปัญหาอุบัติเหตุซ้ำซาก โบรกชี้เปิดทางคู่แข่งรายใหญ่ลุยงานรัฐเต็มที่ หนุนโอกาสคว้างานใหม่เข้าพอร์ต


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (16 ม.ค.69) ณ เวลา 10:07 น. ราคาหุ้น บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK อยู่ที่ระดับ 12.80 บาท บวก 0.70 บาท หรือ 5.79% สูงสุดที่ระดับ 13.10 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 12.40 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 55.24 ล้านบาท

บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON อยู่ที่ระดับ 7.05 บาท บวก 0.15 บาท หรือ 2.17% สูงสุดที่ระดับ 7.10 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 6.95 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 94.81 ล้านบาท

สำหรับราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ตอบรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เรียกประชุมหารือมาตรการความปลอดภัยในการก่อสร้างเส้นทางคมนาคมจากกรณีเครนก่อสร้างถล่ม โครงการรถไฟความเร็วสูง หล่นทับขบวนรถไฟโดยสารด่วนดีเซลรางปรับอากาศขบวนที่ 21 จากสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ มุ่งหน้าสถานีอุบลราชธานี บริเวณทางรถไฟบ้านถนนคต ช่วงสถานีหนองน้ำขุ่น-สถานีสีคิ้ว ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 14 มกราคม และเครนสร้างทางด่วนบนถนนพระราม 2 ก่อนขึ้นสะพานท่าจีน พื้นที่ จ.สมุทรสาคร ถล่มช่วงเช้า 15 มกราคม

โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ปลัดกระทรวงคมนาคม เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย อัยการสูงสุด ตัวแทนกระทรวงมหาดไทย ตัวแทนวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูถัมภ์ฯ เป็นต้น เข้าร่วม

นายกรัฐมนตรีได้ตั้งคำถามถึงมาตรการลงโทษ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ซึ่งเป็นผู้รับเหมาหลัก โดยชี้ให้เห็นว่าเกิดเหตุซ้ำซากถึง 4 ครั้งในรอบ 10 เดือน ตั้งแต่เหตุการณ์ตึก สตง.ถล่ม จนถึงเหตุการณ์ล่าสุด แต่ปัจจุบันยังไม่มีการลงโทษที่เป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ได้ยื่นคำขาด 4 ข้อ จัดการปัญหาเด็ดขาดเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ดังนี้ ข้อแรก ไม่รับข้ออ้าง “รัฐบาลรักษาการ” ยืนยันว่าห้ามใช้สถานะช่วงยุบสภามาเป็นข้ออ้างในการปัดความรับผิดชอบ เพราะความปลอดภัยและชีวิตของประชาชนเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รอไม่ได้

ข้อที่ 2. เตรียมเลิกสัญญา ITD ใน 2 โครงการที่มีปัญหา และหาผู้รับเหมาเจ้าใหม่มาแทน แม้โครงการรถไฟความเร็วสูงจะคืบหน้าไปแล้วกว่า 85% แต่หากผู้รับเหมาไร้ความรับผิดชอบ ก็พร้อมสั่งยกเลิกสัญญาและหาผู้รับเหมาใหม่มาทำส่วนที่เหลืออีก 15% ทันที โดยจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรายเดิม ยอมเจ็บเพื่อให้ปัญหาความไม่ปลอดภัยจบสิ้น

ข้อที่ 3. การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท.ต้องรับผิดชอบ โดยตำหนิผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ว่าในฐานะผู้ให้บริการ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่มีผู้โดยสารหรือประชาชนเสียชีวิต รฟท.ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้

และข้อที่ 4. ห้ามโยนเรื่อง “บัญชีดำ” (Blacklist) โดย สั่งห้ามกรมบัญชีกลางและหน่วยงานเจ้าของโครงการเกี่ยงความรับผิดชอบเรื่องการขึ้นบัญชีดำผู้ทิ้งงาน ต้องงัดข้อกฎหมายมาจัดการขั้นเด็ดขาด เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนและนักลงทุนต่างชาติกลับคืนมา

ด้าน นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS กล่าวว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว จะส่งผลจิตวิทยาเชิงบวกต่อบริษัทรับเหมาคู่แข่งรายอื่น อย่างเช่น CK ให้แนวต้านไว้ที่ 12.50-13.00 บาท และ STECON ให้แนวต้านที่ 7.00-7.50 บาท ขณะที่แนะนำให้หลีกเลี่ยงหุ้น ITD

บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุ จากอุบัติเหตุในงานก่อสร้างที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ภาครัฐเริ่มบังคับใช้มาตรการ “สมุดพกผู้รับเหมา” อย่างเข้มงวดมากขึ้น โดยกฎหมายดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว และอยู่ระหว่างรอการประกาศใช้

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายในการประเมินประวัติและมาตรฐานความปลอดภัยของผู้รับเหมา ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสิทธิหรือเพิ่มข้อจำกัดในการเข้าร่วมประมูลงานภาครัฐ สำหรับผู้รับเหมาที่มีประวัติการดำเนินงานไม่เหมาะสม

บล.กสิกรไทย มองว่า นโยบายดังกล่าวอาจเปลี่ยนสมดุลการแข่งขันในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยผู้รับเหมารายใหญ่ที่มีประวัติการทำงานและมาตรฐานความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง และพึ่งพางานภาครัฐเป็นหลัก เช่น บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK และ STECON มีแนวโน้มได้รับประโยชน์ และมีโอกาสคว้างานภาครัฐเพิ่มขึ้นในระยะถัดไป

บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ในปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ที่ปล่อยสินเชื่อให้แก่ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD มีแนวโน้มจัดชั้นคุณภาพสินเชื่ออยู่ในระดับ Stage 2 (สินเชื่อที่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น) หรือสูงกว่า Stage 2 แล้ว โดยฝ่ายวิจัยตั้งสมมติฐานว่า หากในระยะถัดไปธนาคารจำเป็นต้องปรับเพิ่มการตั้งสำรองจาก Stage 2 เป็น Stage 3 (สินเชื่อด้อยคุณภาพ หรือ NPL) จะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มกำไรสุทธิปี 2569 ของธนาคารหลัก ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL กระทบกำไรราว 4% ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK กระทบราว 2% ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB กระทบราว 2%

ขณะที่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ได้ดำเนินการตั้งสำรองหนี้ที่เกี่ยวข้องกับ ITD ครบถ้วนแล้วตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2566 ทำให้ความเสี่ยงด้านการตั้งสำรองเพิ่มเติมอยู่ในระดับจำกัด

สำหรับโครงสร้างหนี้ของ ITD ในปี 2567 พบว่ามีหนี้สินจากสถาบันการเงินรวมประมาณ 3.1 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็นสินเชื่อจาก BBL ประมาณ 8 พันล้านบาท KBANK ประมาณ 6 พันล้านบาท SCB ประมาณ 6 พันล้านบาท KTB ประมาณ 4 พันล้านบาท ทั้งนี้ สินเชื่อดังกล่าวประมาณครึ่งหนึ่งเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกัน ล่าสุด ณ งวด 9 เดือน ปี 2568 ITD มีหนี้สินจากสถาบันการเงินลดลงเหลือประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ฝ่ายวิจัยตั้งสมมติฐานว่า วงเงินสินเชื่อของ ITD ต่อธนาคารแต่ละแห่งน่าจะลดลงโดยเฉลี่ยแห่งละประมาณ 2 พันล้านบาท ทำให้ยอดสินเชื่อคงเหลือโดยประมาณอยู่ที่ BBL ราว 6 พันล้านบาท KBANK และ SCB แห่งละราว 4 พันล้านบาท KTB ราว 2 พันล้านบาท

โดยการปรับลดระดับหนี้ดังกล่าว ช่วยบรรเทาความเสี่ยงด้านเครดิตของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยยังมองว่าจำเป็นต้องติดตามพัฒนาการด้านสภาพคล่อง ผลการดำเนินงาน และความสามารถในการชำระหนี้ของ ITD อย่างใกล้ชิดต่อไป

Back to top button