
‘สหรัฐ’ ฝันร้ายเงินเฟ้อ & จุดเปลี่ยนดอกเบี้ย
“ตลาดหุ้นนิวยอร์ก” ระส่ำ! ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ดิ่งลงแรงกว่า 600 จุด การร่วงลงครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยภายในโครงสร้างเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เอง หากแต่เกิดจากสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง
“ตลาดหุ้นนิวยอร์ก” ระส่ำ! ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ดิ่งลงแรงกว่า 600 จุด การร่วงลงครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยภายในโครงสร้างเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เอง หากแต่เกิดจากสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้เกิดแรงเทขายทำกำไรในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ชนวนเหตุสำคัญครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการที่อิหร่านเปิดฉากยิงขีปนาวุธโจมตีประเทศ เพื่อนบ้านอย่างคูเวตและบาห์เรน จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ สถานการณ์ยิ่งทวีความตึงเครียด เมื่อกองกำลังทหารของสหรัฐฯ ตัดสินใจตอบโต้ ด้วยการโจมตีเป้าหมายทางทหารบนเกาะเกชม์ของอิหร่าน โดยทำเลที่ตั้งเกาะนี้มีความเปราะบางอย่างยิ่ง เนื่องจากอยู่ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางการขนส่งน้ำมันดิบ ที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก
นักวิเคราะห์จาก U.S. Bank Wealth Management ชี้ว่า “ยิ่งความขัดแย้งยืดเยื้อ” การเผชิญหน้าบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ จะยิ่งยาวนาน นั่นหมายถึงต้นทุนพลังงานของโลก ที่จะต้องปรับตัวสูงขึ้นอย่างไม่มีทางเลือก..!!
เมื่อเกิดความเสี่ยงที่เส้นทางการเดินเรือขนส่งน้ำมัน จะถูกปิดตายหรือหยุดชะงัก สิ่งแรกที่สะท้อนออกมาทันทีคือ “ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งทะยานขึ้น” สำหรับนักลงทุนแล้ว ราคาน้ำมันไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขต้นทุนพลังงานเท่านั้น แต่มันคือ “สารตั้งต้น” ของภาวะเงินเฟ้อ ที่จะกระจายตัวไปยังสินค้าและบริการทุกประเภท ความกลัวเรื่องเงินเฟ้อที่อาจกลับมาดีดตัวสูงขึ้นอีกครั้ง จึงกลายเป็นฝันร้ายที่กลับมาหลอกหลอนตลาด
สิ่งที่ตามมาหลังจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อคือ “ทิศทางอัตราดอกเบี้ย” ของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จากเดิมนักลงทุนเคยมีความหวังว่า เฟดจะเริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงินและปรับลดดอกเบี้ยลง แต่ภาพความหวังนั้นเริ่มเลือนรางลงทันที เมื่อราคาน้ำมันดิบกลายเป็นตัวเร่งเงินเฟ้อ ข้อมูลล่าสุดจาก CME FedWatch บ่งชี้ว่า นักลงทุนเริ่มหันมาให้น้ำหนักถึง 41.1% ว่าเฟดอาจตัดสินใจ “ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย” ในการประชุมเดือนธันวาคมนี้..
หากพิจารณาตัวเลขเศรษฐกิจพื้นฐานของสหรัฐฯ ที่ประกาศออกมาช่วงนี้ พบว่า เศรษฐกิจภายในของสหรัฐฯ มีความแข็งแกร่งและร้อนแรงเกินคาด ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP ที่เพิ่มขึ้นเกินกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ หรือดัชนี PMI ภาคบริการจากสถาบัน ISM ที่ยังขยายตัวโดดเด่น รวมถึงยอดสั่งซื้อภาคโรงงานที่ทะยานขึ้นสูงสุดรอบเกือบปี จากแรงหนุนของอุตสาหกรรม AI
ตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเหล่านี้ ในสถานการณ์ปกติ อาจถือเป็นข่าวดี แต่สถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ มันกลับกลายเป็น “ดาบสองคม” ที่ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ มองว่า เฟดไม่มีความจำเป็นที่ต้องรีบลดอัตราดอกเบี้ยลงเลย และอาจเปิดทางให้เฟดตรึงดอกเบี้ยสูงยาวนานขึ้น
ส่วนของภาคธุรกิจ ภาพความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้น สะท้อนการปรับพอร์ตอย่างชัดเจน หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ เป็นกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยสูงถูกเทขายอย่างหนัก อย่างไรก็ตามหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และชิปประมวลผลยังได้รับแรงซื้อหนุน เนื่องจากนักลงทุนยังเชื่อมั่นในกระแสการเติบโตระยะยาวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นมาอย่างโดดเด่น ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก
อีกหนึ่งปัจจัยแทรกซ้อน ที่ซ้ำเติมบรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นฝั่งสหรัฐฯ คือ กระแสข่าวเชิงลบจากฝั่งกองทุนไพรเวทอิควิตี้ระดับโลกอย่าง Partners Group ที่มีรายงานว่า ได้ทำการระงับการถอนเงินของนักลงทุนในกองทุนหนึ่งในเครือ ข่าวนี้ส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยาในวงกว้างต่อหุ้นกลุ่มธุรกิจจัดการสินทรัพย์ชั้นนำ ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับสภาพคล่องในระบบทุนนิยม จนฉุดให้ราคาหุ้นกลุ่มนี้ร่วงลงตามกัน
หลังจากนี้เป็นต้นไป สายตงนักลงทุนทั่วโลก จะจับจ้องไปที่จุดสำคัญ 2 จุด จุดแรก คือ สถานการณ์ในตะวันออกกลางว่าจะมีการยกระดับความรุนแรงมากกว่านี้หรือไม่ รวมถึงท่าทีการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านว่า จะสามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ขนาดไหน จุดที่สอง คือ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐฯ ที่กำลังจะเปิดเผย จะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบายการเงินของเฟดช่วงครึ่งปีหลัง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ร่วงลงครั้งนี้ ตอกย้ำให้เหล่านักลงทุนตระหนักว่า โลกของการลงทุนปัจจุบันไม่มีคำว่า “ปลอดภัยอย่างสมบูรณ์แบบ” ปัจจัยจากอีกซีกโลกหนึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนได้ภายในไม่กี่นาที การกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลายมากขึ้น