
GPSC วิ่ง 4% รับกำไรปี 68 โต 57% ทะลุ 6.39 พันล้าน แจกปันผล 0.95 บาท
GPSC บวกแรง 4% รับผลงานปี 68 กวาดกำไรสุทธิ 6,399 ล้านบาท โต 57.52% รับอานิสงส์ส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วมพุ่ง 220% ผนวกต้นทุนการเงินลด 13% บอร์ดเคาะปันผล 0.95 บาท ขึ้น XD 25 ก.พ. 69
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (12 ก.พ.69) ราคาหุ้น บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ณ เวลา 10:04 น. อยู่ที่ระดับ 40 บาท บวก 1.50 บาท หรือ 3.90% สูงสุดที่ระดับ 40.25 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 39.25 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 123.90 ล้านบาท
โดย GPSC รายงานผลประกอบการงวดปี 2568 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 6,399 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 57.52% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 4,062.38 ล้านบาท โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการเติบโตของเงินปันผลรับและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้า รวมถึงความสำเร็จในการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินที่ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับรายละเอียดของเงินปันผลรับและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้าอยู่ที่ 1,579 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,086 ล้านบาท หรือคิดเป็น 220% จากปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า XPCL ที่ปรับตัวดีขึ้นตามปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากปริมาณน้ำที่มากขึ้นในสาธารณรัฐประชาชนจีนและอิทธิพลของปรากฏการณ์ลานีญา
อีกทั้งในปี 2568 สามารถเดินเครื่องได้ตามปกติตลอดทั้งปี ต่างจากไตรมาส 3 ปี 2567 ที่มีการหยุดเดินเครื่อง 17 วัน นอกจากนี้ RPCL ยังมีการรับรู้กำไรทางบัญชี 515 ล้านบาท จากการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนในสัดส่วน 9.375% ส่งผลให้เปลี่ยนสถานะจากเงินลงทุนในตราสารทุนเป็นบริษัทร่วม โดยมีมูลค่ายุติธรรมสูงกว่าราคาเข้าซื้อ
ส่วนของบริษัทร่วมอื่นๆ AEPL มีผลประกอบการดีขึ้นจากโครงการที่ทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มเติม และมีการรับรู้รายได้ทางภาษีในไตรมาส 2 ปี 2568 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการไถ่ถอนตราสารหนี้ก่อนกำหนดในปี 2564 อย่างไรก็ตาม CFXD มีผลประกอบการลดลงเนื่องจากกังหันลมบางส่วนอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุงภายหลังเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 1 ปี 2568 ส่งผลให้ปริมาณการผลิตและรายได้ต่ำกว่าระดับปกติ
ขณะที่ต้องรับรู้ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ต้นทุนทางการเงิน และค่าเสื่อมราคาเต็มจำนวน ด้าน TSR หยุดรับรู้ส่วนแบ่งกำไรตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ภายหลังลงนามสัญญาซื้อขายหุ้น (SPA) และ NUOVO+ มีผลประกอบการลดลงจากการปรับลดมูลค่าสินทรัพย์บางส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์การลงทุนในธุรกิจแบตเตอรี่
ด้านต้นทุนทางการเงินอยู่ที่ 5,120 ล้านบาท ลดลง 765 ล้านบาท หรือ 13% จากการชำระคืนเงินกู้บางส่วนและการไถ่ถอนก่อนกำหนด รวมถึงอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ลดลง ขณะที่รายได้และค่าใช้จ่ายอื่นสุทธิอยู่ที่ 1,970 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 512 ล้านบาท หรือ 35% จากการรับรู้กำไรจากการขายหุ้น 3.03% ใน AEPL จำนวน 788 ล้านบาท และการบันทึกกลับรายการประมาณการหนี้สิน 222 ล้านบาท หลังสิ้นสุดข้อพิพาทกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เกี่ยวกับวันสิ้นสุดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของบริษัทย่อยแห่งหนึ่ง ส่วนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายอยู่ที่ 9,397 ล้านบาท ลดลง 349 ล้านบาท หรือ 4% สอดคล้องกับอายุโรงไฟฟ้าและสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ครบกำหนด
สำหรับผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิอยู่ที่ 56 ล้านบาท ลดลง 202 ล้านบาท จากปีก่อนที่ขาดทุน 258 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากการรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริงจากการขายหุ้น 3.03% ใน AEPL รวมถึงกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการแปลงมูลค่าเงินกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐของบริษัท GRSCTW ซึ่งกู้ผ่าน GPSCTC เพื่อรองรับการลงทุนในโครงการ CFXD ทั้งนี้ ณ สิ้นงวด 12 เดือน ปี 2568 ค่าเงินดอลลาร์ไต้หวันใหม่แข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับปีก่อนที่อ่อนค่า
อย่างไรก็ดี กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 20,960 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 24 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากการลดลงของกำไรผันแปร (Contribution Margin) ของกลุ่มโรงไฟฟ้าผู้ผลิตอิสระ (IPP) ได้แก่ โรงไฟฟ้าศรีราชา ซึ่งค่าความพร้อมจ่ายลดลงหลังจ่ายไฟฟ้าครบตามชั่วโมงในสัญญากับ กฟผ. ในเดือนพฤษภาคม 2568 และโรงไฟฟ้าห้วยเหาะ ที่ได้รับผลกระทบจากขาดทุนจากการแปลงค่างบการเงินจากเงินบาทที่แข็งค่า แต่โรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน มีกำไรผันแปรเพิ่มขึ้นจากค่าเชื้อเพลิงส่วนต่าง (Energy Margin) ที่ดีขึ้น เนื่องจากการบริหารจัดการถ่านหินอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ส่วนต่างระหว่างรายได้ค่าถ่านหินที่เรียกเก็บจาก กฟผ. และต้นทุนราคาถ่านหินเฉลี่ยทางบัญชีลดลง ขณะที่โรงไฟฟ้าโกลว์ไอพีพีมีค่าเชื้อเพลิงส่วนต่างเพิ่มขึ้นตามปริมาณการเรียกรับไฟฟ้าจาก กฟผ. ที่สูงขึ้น
ส่วนของกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) กำไรผันแปรลดลง จากปริมาณการขายไฟฟ้าให้ กฟผ. ที่ลดลง หลังสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า GSPP3 และ GSPP11 Phase 1 ทยอยหมดอายุในช่วงเดือนสิงหาคม 2567, มีนาคม 2568 และตุลาคม 2568 ตามลำดับ แต่ได้รับปัจจัยบวกจากค่าเชื้อเพลิงส่วนต่างเพิ่มขึ้นจากราคาก๊าซธรรมชาติที่ปรับลดลง ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบจากการปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ขณะที่ค่าใช้จ่ายคงที่ปรับลดลง สาเหตุหลักจากค่าเบี้ยประกันภัยโรงไฟฟ้าที่ลดลง จากการบริหารความเสี่ยงและมาตรการความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ไม่มีเหตุการณ์ที่กระทบการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้อยู่ที่ 603 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 303 ล้านบาท หรือ 101% จากปีก่อน สาเหตุหลักจากภาษีเงินได้ที่เกิดจากกำไรจากการขายหุ้น 3.03% ใน AEPL จำนวน 220 ล้านบาท ประกอบกับในปี 2567 บริษัทมีการปรับปรุงค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ของปี 2566 จากการใช้ประโยชน์ของผลขาดทุนสะสมทางภาษีและภาษีเงินได้รอตัดบัญชี ส่งผลให้ฐานภาษีในปี 2567 ต่ำกว่าปี 2568 โดยภาพรวมแล้ว แม้กำไรขั้นต้นจะทรงตัวและมีแรงกดดันจากบางโครงการ แต่การบริหารต้นทุนทางการเงิน การจัดการพอร์ตการลงทุน และผลประกอบการของบริษัทร่วมที่แข็งแกร่ง ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อการเติบโตของกำไรสุทธิในปี 2568 อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญ ในอัตราหุ้นละ 0.95 บาท โดยจ่ายจากผลการดำเนินงานงวดวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 และกำไรสะสม ทั้งนี้ บริษัทได้กำหนดวันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล (Record date) ในวันที่ 26 ก.พ. 2569 และกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 25 ก.พ. 2569 โดยมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 22 เม.ย. 2569

