
PTTEP-PTT วิ่งคึก! รับราคา “น้ำมันดิบ” พุ่ง 9% เซ่นสงครามตะวันออกกลาง
หุ้นพลังงานนำโดย PTTEP และ PTT กอดคอบวกแรง รับอานิสงส์ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งกระฉูดกว่า 9% ทะลุ 72 ดอลลาร์ ผวาศึกตะวันออกกลางบานปลาย หวั่นอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซกระทบอุปทานน้ำมันทั่วโลก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (2 มี.ค.69) ณ เวลา 10:18 น. ราคาหุ้น บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP อยู่ที่ระดับ 141 บาท บวก 4 บาท หรือ 2.92% สูงสุดที่ระดับ 143 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 140 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2,533.63 ล้านบาท
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT อยู่ที่ระดับ 37.75 บาท บวก 0.75 บาท หรือ 2.03% สูงสุดที่ระดับ 38 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 37.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,151.92 ล้านบาท
โดยบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดตะวันออกกลาง มีหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (E&P) จะได้รับประโยชน์ทางตรงจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหุ้นที่ได้รับประโยชน์ ได้แก่ PTTEP, BCP และ PTT อย่างไรก็ตาม ต้นทุนน้ำมันดิบของโรงกลั่นจะปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่พึ่งพาน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง
ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) พุ่งขึ้นกว่า 8% ในช่วงเช้าวันนี้ (2 มี.ค.) หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้ร่วมกันเปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งปฏิบัติการดังกล่าวส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิต โดย ณ เวลา 06:26 น. ตามเวลาไทย ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนเมษายน พุ่งขึ้น 5.92 ดอลลาร์ หรือ 8.83% แตะที่ระดับ 72.94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ทั้งนี้ จากสถานการณ์ตึงเครียดที่เกิดขึ้น รายงานล่าสุดระบุว่า เจ้าของเรือบรรทุกน้ำมัน บริษัทน้ำมันรายใหญ่ และบริษัทการค้าส่วนใหญ่ ได้ระงับการขนส่งน้ำมันดิบ เชื้อเพลิง และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว ภายหลังจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ได้เผยแพร่ประกาศเตือนว่าอาจไม่อนุญาตให้มีการเดินเรือผ่านบริเวณดังกล่าว แม้ว่ารัฐบาลเตหะรานจะยังไม่มีการประกาศปิดอ่าวอย่างเป็นทางการก็ตาม แต่ท่าทีดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะเตรียมพร้อมขั้นสูงสุดในภูมิภาค รวมถึงความเสี่ยงที่การสื่อสารที่คลาดเคลื่อนอาจลุกลามจนกลายเป็นเหตุปะทะ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเดินเรือพาณิชย์
ด้านนักเศรษฐศาสตร์ด้านพลังงานจาก Rystad ประเมินว่า แม้เรือขนส่งสินค้าจะสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานทางเลือกอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซได้บ้าง แต่ผลกระทบจากการปิดช่องแคบแห่งนี้จะส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบหายไปจากระบบมากถึง 8-10 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งน้ำมันบางส่วนผ่านท่อส่งน้ำมันตะวันออก-ตะวันตกของซาอุดีอาระเบีย และท่อส่งน้ำมันของอาบูดาบีแล้วก็ตาม นอกจากนี้ วิกฤตการณ์ในอิหร่านยังกระตุ้นให้รัฐบาลและโรงกลั่นในภูมิภาคเอเชีย เริ่มประเมินคลังสำรองน้ำมัน รวมถึงเส้นทางการเดินเรือและแหล่งจัดหาทางเลือก โดยนักวิเคราะห์จาก Kpler ชี้ว่า ประเทศอินเดียอาจหันไปพึ่งพาการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย เพื่อชดเชยการสูญเสียอุปทานที่อาจเกิดขึ้นจากฝั่งตะวันออกกลาง
ขณะที่ นายวิลเลียม แจ็กสัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ตลาดเกิดใหม่จาก Capital Economics ได้ออกมาเตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป อาจเป็นปัจจัยผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะเข้าไปซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อทั่วโลกให้ปรับตัวสูงขึ้นอีก 0.7% โดยเฉพาะหากอิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันถึง 20% ของทั้งโลก จะก่อให้เกิดภาวะชะงักงันของอุปทานน้ำมันในทันที
ด้านกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร อาจต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักในการเร่งเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อชดเชยส่วนที่หายไป ทั้งนี้ ในการประชุมนโยบายเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (1 มี.ค.) กลุ่มโอเปกพลัสได้มีมติเห็นชอบให้กลับมาเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบอีกครั้งในเดือนหน้าที่ระดับ 206,000 บาร์เรลต่อวัน หลังจากประเมินว่าสงครามในอิหร่านซึ่งมีชนวนเหตุมาจากการโจมตีของอิสราเอลและสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยการประกาศดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อทบทวนสถานการณ์และแนวโน้มของตลาดโลก ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิกหลัก ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต คาซัคสถาน แอลจีเรีย และโอมาน

