
หุ้นสายการบินร่วงยกแผง! รับแรงกดดัน “น้ำมันพุ่ง” เซ่นสงครามตะวันออกกลาง
THAI–AAV–BA ดิ่ง 5–9% กังวลต้นทุนน้ำมันเพิ่ม ด้าน KSS ชี้ทุก 10 ดอลลาร์กระทบกำไรกลุ่มราว 9% ขณะที่ BLS เตือนสายการบิน เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนน้ำมันและการปรับเส้นทางบินเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(2มี.ค.69)ราคาหุ้นกลุ่มสายการบินปรับตัวยกแผงนำโดย บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ณ เวลา 10:34 น.อยู่ที่ระดับ 6.45 บาท ลบ 0.40 บาท หรือ 5.84% ราคาต่ำสุด 6.35 บาท ราคาสูงสุด 6.55 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 304.32 ล้านบาท
บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV ณ เวลา 10:35 น.อยู่ที่ระดับ 1.21 บาท ลบ 0.09 บาท หรือ 6.92% ราคาต่ำสุด 1.20 บาท ราคาสูงสุด 1.24 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 132.38 ล้านบาท
บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA ณ เวลา 10:37 น.อยู่ที่ระดับ 16.30 บาท ลบ 1.60 บาท หรือ 8.94% ราคาต่ำสุด 16.10 บาท ราคาสูงสุด 16.70 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 153.10 ล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS วางกลยุทธ์การลงทุนวันนี้เบื้องต้นประเมิน Downside วันนี้ 1.5-2% ประเมินกรอบแนวรับ SET Index 1,500 จุด +/- Sensitivity analysis บนสมมติฐานเดือนมีนาคม 2026 นักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง ไม่สามารถเดินทางได้ และน้ำมันดิบปรับเพิ่ม 10เหรียญ
กลุ่มท่องเที่ยว : 1.8หมื่น/2.6ล้านคน คิดเป็น downside 0.7% ของนทท.
กลุ่มสายการบิน : ทุกๆ 10 เหรียญน้ำมันดิบส่งผลต่อกำไรกลุ่มประมาณ 9%
กลุ่มโรงพยาบาล : คาดผลกระทบต่อกำไรจำกัด 1-2%
กลุ่มพลังงาน : ทุกๆ 10 เหรียญของราคาน้ำมันดิบ เพิ่ม Upside กำไรกลุ่มประมาณ 2.4หมื่นล้าน หรือ 14%
โดยรวมผลกระทบกลุ่มท่องเที่ยว, โรงพยาบาลจำกัด 1-2% ต่อประมาณการเนื่องจากอยู่ในช่วงเทศกาลรอมฎอน ในขณะที่ EPSโดยรวมเป็นบวกอ่อนๆ ประมาณ 1.5-2.0จุด
บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ BLS ระบุในบทวิเคราะห์วันที่ 1 มี.ค. 2569 ว่า สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางในระยะสั้นเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลาย หลังประธานาธิบดีอิหร่านคนใหม่ (รับตำแหน่งต่อจาก อาลี คาเมเนอี ที่สื่ออิหร่านยืนยันว่าเสียชีวิต) ส่งสัญญาณยุติการพัฒนาอาวุธพิสัยไกล ทำให้ตลาดเริ่มคาดหวังการกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจา
มุมมองระยะสั้นตลาดเริ่ม “คลายกังวล” บางส่วนแล้ว โดยราคาทองคำปรับลดลงจากระดับ 5,440 ดอลลาร์ หลุดต่ำกว่า 5,300 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาน้ำมันแม้ปรับขึ้นแต่ไม่เร่งตัวต่อ บ่งชี้ว่าตลาดยังไม่ให้น้ำหนักว่าสงครามจะขยายวงเต็มรูปแบบ
กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์ระยะสั้น ได้แก่ กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี เช่น PTT, PTTEP, TOP, BCP, IVL, PTTGC และ IRPC ซึ่งยังมีโอกาสปรับขึ้นได้ แต่ไม่ควรไล่ราคาฃ
กลุ่มที่ต้องระวัง ได้แก่ โรงไฟฟ้า เช่น GPSC, EGCO จากต้นทุนก๊าซที่อาจสูงขึ้น รวมถึงกลุ่มสายการบินและท่องเที่ยว เช่น THAI, AAV, BA และ MINT จากต้นทุนน้ำมันและการปรับเส้นทางบินหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง
BLS ระบุว่า หากสถานการณ์ไม่ลุกลาม ตลาดหุ้นไทยอาจถูกมองเป็น “ที่พักเงินชั่วคราว” เมื่อเทียบกับภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

