AMATA เด้ง 4% ปักหมุดขายที่ดิน 2,800 ไร่ เดินหน้าผลักดันโมเดล “Industrial City”

AMATA เด้ง 4% ตั้งเป้าขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ ครอบคลุมไทย–เวียดนาม–ลาว เดินหน้าผลักดันโมเดล “Industrial City” จุดกระแสย้ายฐานการลงทุนเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียน


ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (11 มี.ค.69) ว่า บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA ณ เวลา 10:46 น. อยู่ที่ระดับ 18.80 บาท บวก 0.80 บาท หรือ 4.44% สูงสุดที่ระดับ 19.10 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 18.20 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 252.07 ล้านบาท

สำหรับราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาตอบรับข่าว นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ AMATA เปิดเผยว่า แผนการการลงทุนในปี 2569 บริษัทเตรียมงบลงทุนประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนและพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรองรับการลงทุนใหม่ที่จะเกิดขึ้น โดยแบ่งเป็นใช้สำหรับลงทุนในประเทศไทยประมาณ 7,000-8,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะใช้ลงทุนในประเทศเวียดนาม 2,000-3,000 ล้านบาท

โดยในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มียอดขาย 1,234 ไร่ ซึ่งจะครอบคลุมในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาคอาเซียน 3 ประเทศหลัก ประกอบด้วย 1. ประเทศไทย จำนวน 1,650 ไร่ โดยเน้นการดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 2. เวียดนาม จำนวน 550 ไร่ รองรับกระแสการย้ายฐานการผลิตจากจีนและการขยายตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล และ 3. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำนวน 600 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นประตูเชื่อมต่อด้านโลจิสติกส์ทางบกของภูมิภาค

นอกจากนี้ AMATA อยู่ระหว่างการปรับบทบาทจากผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมสู่การเป็นผู้พัฒนา “Industrial City” หรือเมืองอุตสาหกรรมครบวงจร ที่ผสานโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้ปรัชญา “All Win” มุ่งสร้างการเติบโตอย่างสมดุลระหว่างภาคธุรกิจ นักลงทุน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

ขณะที่ล่าสุดบริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) รวมมูลค่า 22,100 ล้านบาท จะทยอยรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้บริษัทสามารถทำรายได้รวมในปี 2569 เติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่มีรายได้รวม 14,524 ล้านบาท และบริษัทจะสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับไม่ต่ำกว่าปีก่อนที่ทำได้ 38%

ทั้งนี้ AMATA ยังให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยในปี 2569 บริษัทเตรียมความพร้อมด้านการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและการนำนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2583 พร้อมตั้งเป้าลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยพื้นที่ดำเนินงานลง 30%

“จากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความท้าทายจากปัจจัย สงครามการค้า รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูง จึงจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันความขัดแย้งในหลายภูมิภาคยังเป็นความท้าทายต่อการดำเนินธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการผลิตโลก ทั้งด้านระบบขนส่ง ราคาพลังงาน และการจัดหาวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบดังกล่าว” นายวิกรม กล่าว

ดังนั้น ภาคการผลิต และนักลงทุนจากทั่วโลกกำลังมองหาฐานการผลิตใหม่ ที่มีเสถียรภาพและศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว ส่งผลให้ภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย เวียดนาม และลาว กลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่นักลงทุนให้ความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายวิกรม กล่าวอีกว่า กลยุทธ์สำคัญของกลุ่ม AMATA ในปี 2569 จะเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 8 ปี เพื่อยกระดับการบริหารจัดการให้สอดรับกับการขยายธุรกิจในภูมิภาค โดยการปรับโครงสร้างดังกล่าวมุ่งเน้น 3 แกนหลัก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการบริหารองค์กร เพื่อรองรับการลงทุนระลอกใหม่ที่กำลังไหลเข้าสู่ภูมิภาค ได้แก่ 1. Agility เพิ่มความคล่องตัวและความรวดเร็วในการตัดสินใจทางธุรกิจ, 2. Governance เสริมสร้างระบบธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงาน และ 3. Scale Up รองรับการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve และโครงการลงทุนระดับเมกะโปรเจกต์

ด้านความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนในปัจจุบัน บริษัทมองเป็นโอกาสทางธุรกิจ เนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกกำลังมองหาฐานการผลิตใหม่ ที่มีเสถียรภาพและศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว ส่งผลให้ภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย เวียดนาม และลาว กลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่นักลงทุนให้ความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศไทย เป็นประเทศที่น่าอยู่ ด้วยทำเลที่มีศักยภาพ จากโอกาสการลงทุนในอนาคต ทั้งรถไฟฟ้าความเร็วสูงของจีน และโครงการถนนไฮเวย์ ที่จะวิ่งผ่านกรุงเทพฯ ทั้งนี้ ยังแนะรัฐบาลให้ใช้จังหวะนี้ออกนโยบายเพื่อดึงดูดการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติเข้ามาในไทย

Back to top button