
BTS-BEM กอดคอบวก! รับข่าว “คมนาคม” จัดหนัก 2 แสนล้าน เตรียมซื้อคืนสัมปทาน
BTS-BEM กอดคอบวก! รับข่าว “คมนาคม” ดีเดย์ 1 พ.ค. เปิดเกมใหญ่ทุ่ม 2 แสนล้านบาทซื้อคืนสัมปทาน BTS–BEM เขย่าโครงสร้างรถไฟฟ้าทั้งระบบ ปูทางรวมศูนย์บริหารระบบขนส่งภายใต้ตั๋วร่วม 40 บาทตลอดสาย ระบุมี 2 แนวทาง ตั้งกองทุนอินฟราฯ ซื้อคืน หรือบันทึกภาระหนี้ไว้ก่อน แล้วทยอยชำระคืนให้เอกชนผ่านรายได้จากการเดินรถในระยะยาว โบรกฯ มองบีทีเอสรับอานิสงส์ตรง ลดแรงกดดันขาดทุนสายสีชมพู–เหลือง พลิกโหมดสู่รายได้ประจำจากค่าจ้างเดินรถ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (22 เม.ย.69) ราคาหุ้น บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ณ เวลา 10:49 น. อยู่ที่ระดับ 2.18 บาท บวก 0.10 บาท หรือ 4.81% สูงสุดที่ระดับ 2.24 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 2.14 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 131.90 ล้านบาท
ขณะที่ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 5.45 บาท บวก 0.05 บาท หรือ 0.93% สูงสุดที่ระดับ 5.50 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 5.40 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 61.10 ล้านบาท
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมนี้ กระทรวงคมนาคมจะเริ่มกระบวนการเจรจากับเอกชน 2 รายที่รับสัมปทานโครงการรถไฟฟ้า คือ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS และบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เพื่อดำเนินการซื้อคืนสัมปทานโครงการรถไฟฟ้า ตามนโยบายรวมศูนย์การบริหารจัดการระบบรถไฟฟ้าแบบองค์รวม หรือ “Single Ownership” ด้วยการรวมโครงการรถไฟฟ้าทุกสายทางมาให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นหน่วยงานหลักหน่วยงานเดียวในการกำกับดูแล เพื่อให้ทุกโครงการอยู่ภายใต้นโยบายเดียวกันอย่างมีเอกภาพ และสามารถใช้ตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วมที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้
ส่วนอัตราค่าโดยสารร่วมที่เหมาะสมซึ่งอาจจัดเก็บแบบเท่ากันทุกสายทางในอัตราเหมาจ่าย 40 บาทต่อวัน หรือจัดเก็บแบ่งเป็นโซน โดยมีอัตราเหมาจ่ายรายวัน 3 อัตรา คือ 40 บาท 50 บาท และ 60 บาทนั้น ขณะนี้ รฟม.กับกรมการขนส่งทางราง (ขร.) อยู่ระหว่างการหารือร่วมกันเพื่อเลือกวิธีการที่เป็นประโยชน์กับผู้โดยสารมากที่สุด
สำหรับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 และพ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 และขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำร่างกฎหมายลำดับรอง เมื่อแล้วเสร็จจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อประกาศใช้ต่อไป
ทั้งนี้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและการจราจร (สนข.) คาดว่ากระบวนการร่างกฎหมายลำดับรองประกอบ พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมฯ จะแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม มีกฎหมายลำดับรอง 21 ฉบับ แบ่งเป็น กฎกระทรวง ระเบียบ และพระราชกฤษฎีกาบังคับให้ระบบขนส่งทุกประเภทมาอยู่ภายใต้ตั๋วร่วม
ส่วนพ.ร.บ.การขนส่งทางรางฯ มีกฎหมายลำดับรอง 77 ฉบับโดย ขร.รายงานว่าวันที่ 23 เมษายนนี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางรางนัดแรก มีวาระการหารือที่สามารถประกาศให้มีผลทันที หลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงนาม เช่น ห้ามเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน เพื่อลดค่าครองชีพประชาชน, กำหนดการเว้นค่าโดยสารให้เด็กเล็ก เดิมกำหนดความสูงไม่เกิน 90 ซม. เปลี่ยนเป็นเกณฑ์อายุไม่เกิน 7 ปี และปรับส่วนสูงเป็นไม่เกิน 120 ซม., ผู้สูงอายุลดค่าโดยสารครึ่งราคา และผู้พิการใช้บริการฟรี รวมถึงการกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องทำประกันภัยคุ้มครองผู้โดยสาร วงเงินไม่น้อยกว่า 500,000 บาท/คน
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า จากการประเมินกรอบเวลาดำเนินนโยบายตั๋วร่วมดังกล่าว คาดว่ากระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตั๋วร่วมจะแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569 ดังนั้นกระทรวงคมนาคม โดยรฟม. และหน่วยงานคู่สัญญาที่เกี่ยวข้องคือกรุงเทพมหานคร (กทม.) จึงจะเริ่มกระบวนการเจรจากับ BTS และ BEM ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อเป็นการทำงานคู่ขนานกันมิให้ล่าช้า และตั้งเป้าว่าจะให้สามารถใช้บัตร EMV เป็นตั๋วร่วมเดินทางในทุกระบบ โดยขยายจากระบบรางไปยังรถเมล์ และเรือโดยสาร เพื่อให้เป็นของขวัญปีใหม่ 2570
ก่อนหน้านี้นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ BTS เปิดเผยว่า BTS เห็นด้วยกับการจัดเก็บค่าโดยสารแบบเหมาจ่ายอัตราเดียวไม่ว่าจะเป็น 20 บาทตลอดสาย หรือเหมาจ่ายรายวันเริ่มต้นที่ 40 บาท เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้บริการรถไฟฟ้าและระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น โดยรัฐควรให้การสนับสนุนเรื่องนี้มากกว่าการอุดหนุนราคาน้ำมันที่ควรปล่อยให้ลอยตัวตามกลไกตลาด และ BTS พร้อมเจรจากับฝ่ายรัฐในเรื่องการซื้อคืนสัมปทานโครงการ
จัดงบ 2 แสนล้านซื้อคืน
แหล่งข่าวในวงการระบบขนส่งมวลชน เปิดเผยว่า รัฐบาลมีแนวคิดในการซื้อคืนโครงการรถไฟฟ้าที่อยู่ภายใต้สัมปทานของภาคเอกชน โดยประเมินกรอบงบประมาณไว้ราว 200,000 ล้านบาท ครอบคลุม 4 สายหลัก ได้แก่ สายสีเขียว สีชมพู สีเหลือง และสีน้ำเงิน ขณะที่โครงการ Airport Rail Link ยังไม่รวมอยู่ในแผนดังกล่าว เนื่องจากมีความซับซ้อนของสัญญาที่เชื่อมโยงกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินของกลุ่มซีพี
ในด้านกลไกการจัดหาเงิน รัฐบาลมีแนวทางหลัก 2 รูปแบบ ได้แก่ การจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) เพื่อระดมทุนจากนักลงทุน หรือ การบันทึกภาระหนี้ไว้ก่อน แล้วทยอยชำระคืนให้เอกชนผ่านรายได้จากการเดินรถในระยะยาว
สำหรับแผนการโอนสินทรัพย์ มีแนวคิดให้ กรุงเทพมหานคร โอนทรัพย์สินของรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้แก่ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อให้รัฐเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานเพียงรายเดียว ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเป็นไปได้ในการบริหารค่าโดยสารแบบรวมทุกสาย เช่น นโยบายค่าโดยสารเหมาจ่ายในอัตราเดียวตลอดเส้นทาง
อย่างไรก็ตามการโอนกรรมสิทธิ์ดังกล่าว รัฐบาลจำเป็นต้องชำระคืนเงินลงทุนที่กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ กระบวนการนี้เคยผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในรัฐบาลชุดก่อน แต่ต้องหยุดชะงักลงหลังการยุบสภา
ทั้งนี้โครงสร้างสัญญาของรถไฟฟ้าสายสีเขียวมีความซับซ้อน เนื่องจากแบ่งออกเป็นหลายส่วน โดยสัญญาสัมปทานของช่วงหลัก (ส่วนไข่แดง) จะสิ้นสุดในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2572 ขณะที่ส่วนต่อขยายมีสัญญาจ้างเดินรถยาวไปจนถึงปี พ.ศ. 2585
ก่อนหน้านี้ สภาองค์กรของผู้บริโภค เคยเสนอแนวคิดค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งสะท้อนความต้องการให้ภาครัฐเข้ามามีบทบาทในการกำกับดูแลค่าโดยสารให้เป็นธรรมและเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น
5 หุ้นรับอานิสงส์ซื้อคืนสัมปทาน
นักวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากนโยบายการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าของภาครัฐ เนื่องจากแนวทางดังกล่าวจะช่วยลดภาระผลขาดทุนจากการดำเนินงานในโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลือง ซึ่งที่ผ่านมาอยู่ในช่วงเริ่มต้นและมีต้นทุนสูง
นอกจากนี้ ภายหลังการโอนสิทธิ์สัมปทาน BTS จะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้รับจ้างเดินรถให้กับภาครัฐเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้มีรายได้ในลักษณะประจำ (recurring income) ที่มีความแน่นอนมากขึ้น ลดความเสี่ยงด้านรายได้ผันผวน และช่วยเสริมเสถียรภาพทางการเงินของบริษัทในระยะยาว
สำหรับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM แม้จะไม่ได้เผชิญแรงกดดันด้านรายได้เช่นเดียวกับ BTS แต่ก็มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากนโยบายซื้อคืนสัมปทานของภาครัฐเช่นกัน โดยบริษัทจะได้รับเงินทุนจากการขายสิทธิ์สัมปทานคืนให้รัฐ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าสายใหม่ ๆ หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมอื่นในอนาคต ช่วยเสริมศักยภาพการเติบโตและขยายพอร์ตการลงทุนในระยะยาว
