“กลุ่มเจมาร์ท” เด้งยกแผง! มั่นใจปี 69 กำไรคืนชีพพันล. ชู Synergy ลดหนี้-JMT เก็บเงินแกร่ง

JMART–JMT–SINGER–SGC–J เด้ง! ขานรับผู้บริหาร Opportunity Day โดย "อดิศักดิ์" มั่นใจปี 69 กำไรคืนชีพแตะ 1,000 ล้านบาท ชูกลยุทธ์ Synergy ลดหนี้-คุมดอกเบี้ย ด้าน JMT โชว์เก็บเงินแกร่ง แย้มสำรอง ECL สูงเพื่อความมั่นคงระยะยาว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (19 พ.ค.69) ราคาหุ้นกลุ่มเจมาร์ทปรับตัวขึ้นยกแผง ณ เวลา 11:01 น. นำโดย บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART อยู่ที่ระดับ 8.75 บาท บวก 0.10 บาท หรือ 1.16% สูงสุดที่ระดับ 8.90 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 8.60 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 196.14 ล้านบาท

บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 10.80 บาท บวก 0.40 บาท หรือ 3.85% สูงสุดที่ระดับ 11.00 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 10.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 146.32 ล้านบาท

บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 7.40 บาท บวก 0.55 บาท หรือ 8.03% สูงสุดที่ระดับ 7.45 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 6.85 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 51.65 ล้านบาท

บริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ SGC ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 1.25 บาท บวก 0.11 บาท หรือ 9.65% สูงสุดที่ระดับ 1.30 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 1.16 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 121.14 ล้านบาท

บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) หรือ J ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 0.63 บาท บวก 0.02 บาท หรือ 3.28% สูงสุดที่ระดับ 0.64 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 0.61 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.37 แสนบาท

นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART นำคณะผู้บริหารกลุ่ม JMART ร่วมให้ข้อมูลในกิจกรรม Opportunity Day ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อช่วงเช้าวันนี้

นายอดิศักดิ์ ระบุว่า ในปีนี้กลุ่ม JMART ตั้งเป้าผลักดันกำไรกลับมาแตะระดับ 1,000 ล้านบาท โดยเดินหน้ากลยุทธ์ The Power of Synergy เพื่อบูรณาการศักยภาพของบริษัทในเครือให้เสริมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการให้ความสำคัญในการลดภาระหนี้สินของบริษัท เพื่อลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย และเพิ่มความสามารถในการทำกำไร

สำหรับธุรกิจที่มีศักยภาพและยังเติบโตต่อเนื่อง ได้แก่ บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT ซึ่งยังสามารถจัดเก็บหนี้ได้ดีแม้อยู่ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจผันผวน โดยบริษัทสามารถเก็บเงินจากพอร์ตการลงทุนได้ค่อนข้างเร็ว อีกทั้งมีอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความไม่แน่นอน โดยคาดว่าจะเป็นปัจจัยกดดันระยะสั้นในช่วง 2 ไตรมาส แต่จะเป็นผลดีต่อความแข็งแกร่งของธุรกิจในระยะยาว

Back to top button