
STECON เด้ง 4% ลุ้นกำไร Q2 โตแกร่ง แบ็กล็อกแน่น 1.22 แสนล้าน รับงานรัฐครึ่งปีหลัง
STECON ปรับตัวบวก 4% รับแรงเก็งกำไร หลังโบรกประเมินกำไรไตรมาส 2/2569 โตแกร่ง พร้อมลุ้นงานก่อสร้างภาครัฐครึ่งปีหลัง จับตางานรัฐล็อตใหญ่ ทั้งรถไฟความเร็วสูง มอเตอร์เวย์ และโครงการขยายสนามบิน หนุนแบ็กล็อกแน่น 1.22 แสนล้านบาท หนุนรายได้ระยะยาว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (28 พ.ค.69) ราคาหุ้นบริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON ณ เวลา 10:42 น. อยู่ที่ระดับ 14.70 บาท บวก 0.60 บาท หรือ 4.26% ราคาสูงสุด 14.80 บาท ราคาต่ำสุด 14.30 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 255.72 ล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ประเมินแนวโน้มผลประกอบการของบริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON ในปี 2569 มีโอกาสฟื้นตัวแข็งแกร่ง โดยคาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 จะเติบโตโดดเด่นทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากแรงหนุนหลักของเงินปันผลจาก GULF จำนวน 736 ล้านบาท
นอกจากนี้ คาดว่าการเปิดประมูลงานภาครัฐจะกลับมาคึกคักมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยมีโครงการขนาดใหญ่ที่น่าติดตาม ได้แก่ โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟส 2 มูลค่า 9.8 หมื่นล้านบาท โครงการมอเตอร์เวย์ M9 มูลค่า 5.6 หมื่นล้านบาท และโครงการขยายสนามบินหลายแห่ง ขณะที่โครงการสนามบินอู่ตะเภาคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างภายในปี 2569 ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนโอกาสการรับงานใหม่ของ STECON ในระยะถัดไป
ทั้งนี้ STECON มีมูลค่างานในมือ หรือ Backlog อยู่ที่ 1.22 แสนล้านบาท คิดเป็นประมาณ 3.5 เท่าของรายได้ล่วงหน้า สะท้อนความชัดเจนของรายได้ในอนาคต โดยในไตรมาส 1/2569 บริษัทได้รับงานใหม่แล้ว 6,781 ล้านบาท ครอบคลุมงานก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ อาคารพาณิชย์ และโครงการด้านสิ่งแวดล้อม
บล.ทิสโก้ ระบุว่า STECON ยังอยู่ในตำแหน่งที่ดีในการรับประโยชน์จากความต้องการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากประสบการณ์การดำเนินโครงการที่ผ่านมา โดยโครงการ Data Center 1-4 มีมูลค่าสัญญารวม 1.96 หมื่นล้านบาท ขณะที่การลงทุนของกลุ่ม Hyperscaler และผู้ให้บริการ Cloud ในประเทศไทยมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น ทำให้คาดว่า STECON มีโอกาสได้รับงานดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มเติมในอนาคต
ขณะเดียวกัน บริษัทเดินหน้าขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ โดยตั้งเป้าลงทุนมูลค่า 3,000 ล้านบาทในปี 2569 มุ่งเน้นดีลที่มีศักยภาพ ได้แก่ ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์อย่างน้อย 2 ดีล ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน 2 ดีล ธุรกิจโลจิสติกส์ 1 ดีล และธุรกิจเทคโนโลยีใหม่ 1 ดีล ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในโครงการที่มีความเป็นไปได้สูง หรืออยู่ระหว่างการยื่นประมูลแล้ว ณ ไตรมาส 1/2569 โดยคาดว่าจะใช้เงินทุนจากการออกหุ้นกู้เป็นแหล่งเงินหลัก
บล.ทิสโก้ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569-2571 พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น STECON ให้มูลค่าเหมาะสมแบบ SOTP ที่ 15.20 บาทต่อหุ้น จากราคาปัจจุบันที่ 14.20 บาท คิดเป็นอัพไซด์ด้านราคา 7% และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 3.8% ส่งผลให้ผลตอบแทนรวมอยู่ที่ประมาณ 11%
สำหรับการประเมินมูลค่าเหมาะสมดังกล่าว อ้างอิง PER ปี 2569 ที่ 15 เท่า สำหรับธุรกิจก่อสร้าง รวมถึงมูลค่ายุติธรรมของ GULF ที่ 74 บาทต่อหุ้น TSE ที่ 0.99 บาทต่อหุ้น และสัดส่วนการถือหุ้น 15% ของ STECON ใน EBM และ NBM โดยหักหนี้สินสุทธิและส่วนลดการถือครอง 10%
ทั้งนี้ บล.ทิสโก้ คาดว่ากำไรสุทธิปี 2569 ของ STECON จะอยู่ที่ 1.89 พันล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.24 บาท ขณะที่ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความล่าช้าในการก่อสร้าง ต้นทุนที่สูงกว่าคาด ความตึงตัวของผู้รับเหมาช่วง และการชนะงานโครงการใหม่ต่ำกว่าประมาณการ

