“เคจีไอ” มอง SET วันนี้ “พักฐาน” แนะเก็งกำไร 3 หุ้นเด่น BBL-DITTO-STECON

KGI ประเมินหุ้นไทยวันนี้แกว่งตัวออกข้างเพื่อพักฐานระยะสั้น หลังหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเริ่มชะลอความร้อนแรง ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังคงแข็งแกร่งจากมาตรการ "คนละครึ่งพลัส" และกระแสเงินทุนต่างชาติที่ยังคงไหลเข้า พร้อมเปิดโผ 3 หุ้นเด่นน่าลงทุนที่อิงตามปัจจัยพื้นฐาน ได้แก่ BBL, DITTO และ STECON


บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI เปิดเผยถึงทิศทางตลาดหุ้นไทยในวันนี้ว่า ดัชนีมีแนวโน้มแกว่งตัวออกข้าง (Sideways) เพื่อลดความร้อนแรง หลังจากที่เมื่อวานนี้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งถึง 1.13% ซึ่งถือว่าดีกว่าที่ทีมกลยุทธ์ประเมินไว้ โดยปัจจัยหนุนหลักมาจากจิตวิทยาเชิงบวกในหุ้นธีมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และชิปไฮเทคทั่วโลก ซึ่งผลักดันให้ราคาหุ้น บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.42% และช่วยหนุนดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ถึง 14.70 จุด ทั้งนี้ ณ ระดับปิดเมื่อวานนี้ DELTA มีสัดส่วนน้ำหนักถึง 23% ของมูลค่าตามราคาตลาดรวม (Market Cap) ของ SET Index หรือคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 4 ของตลาดทั้งหมด

นอกจากนี้ กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยยังคงมีทิศทางที่ดี สาเหตุหลักเกิดจากปัญหาในตลาดภูมิภาคใกล้เคียง ทั้งวิกฤตค่าเงินรูเปียห์ในประเทศอินโดนีเซีย และปัญหาการเมืองภายในที่ร้อนแรงของประเทศฟิลิปปินส์ ทำให้เม็ดเงินลงทุนย้ายฐานเข้ามายังประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม สำหรับการซื้อขายในวันพฤหัสบดีนี้ ฝ่ายวิจัยประเมินว่าดัชนีจะชะลอความร้อนแรงลง โดยมีปัจจัยการลงทุนที่ต้องติดตาม ได้แก่ ประเด็นความไม่แน่นอนระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่มีแนวโน้มสูงขึ้น หลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความระบุว่าเขายังไม่พอใจกับแนวทางสันติภาพที่อิหร่านเสนอมา

พร้อมชี้ว่าการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลง รวมถึงการที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่เริ่มพักสร้างฐานหลังจากปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง (Rally) มาหลายวัน นอกจากนี้ นักลงทุนยังคงรอดูการรายงานตัวเลขดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนเมษายนของสหรัฐฯ ในคืนวันนี้ เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

ด้านปัจจัยภายในประเทศ ยอดลงทะเบียนมาตรการ “คนละครึ่งพลัส” ทรงตัวอยู่ในระดับ 25.5 ล้านสิทธิ จากเป้าหมายทั้งหมด 30 ล้านสิทธิ ซึ่งถือเป็นจำนวนที่น่าพอใจ และคาดว่าจะก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากกว่า 1 แสนล้านบาท (จากการใช้จ่ายคนละ 4,000 บาท ในช่วงเดือนมิถุนายน – กันยายน 2569) ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยคงมุมมองว่าในระยะถัดไป รัฐบาลจะทยอยออกมาตรการสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชน และเร่งรัดขั้นตอนการอนุมัติการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในวันนี้ แนะนำให้ “ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว” และ “เก็งกำไร” ใน 3 หุ้นเด่นที่มีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุน ได้แก่

1.ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL (ราคาเป้าหมายพื้นฐาน 190 บาท) โดยประเมินราคาหุ้นมีแนวโน้มฟื้นตัวในลักษณะ Sideway up ให้แนวรับที่ 171.5 บาท และแนวต้านที่ 176.5 – 181 บาท หากผ่านกรอบแนวต้านนี้ไปได้ ประเมินแนวต้านถัดไปที่ระดับบวกลบ 190 บาท (กำหนดจุดตัดขาดทุน หรือ Stop loss ที่ 168 บาท) ประเมินว่าสินเชื่อภาคธุรกิจจะเริ่มฟื้นตัวตามการเร่งลงทุนของภาคเอกชนในไตรมาส 1/2569 และคาดว่าจะเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 1-2 ปีนี้ ตามยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่รอการปลดล็อก

ขณะที่ BBL มีจุดเด่นด้านสินเชื่อภาคธุรกิจเมื่อเทียบกับธนาคารอื่น คาดการณ์ว่าสินเชื่อในปี 2569 และ 2570 จะกลับมาเติบโต 6% และ 8% ตามลำดับ นอกจากนี้ มูลค่าหุ้น (Valuation) ยังถือว่าไม่แพงและยังปรับตัวขึ้นช้ากว่ากลุ่ม (Laggard) โดยมีอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (PBV) ต่ำเพียง 0.57 เท่า และคาดหวังอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่ 5.2% ต่อปี

2.บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO (ราคาเป้าหมาย Consensus 16 บาท) มองว่าราคาหุ้นมีทิศทางฟื้นตัวแรงและอยู่ระหว่างการทดสอบแนวต้านเส้นแนวโน้ม (Trend line) หากผ่านได้แนะนำ “เก็งกำไร” แต่หากไม่ผ่านแนะนำ “ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว” ประเมินแนวรับที่ 13.2 บาท และแนวต้านที่ 14.1 – 14.7 บาท กรณีที่ทะลุผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ ประเมินแนวต้านถัดไปที่ระดับบวกลบ 15.5 บาท (กำหนดจุดตัดขาดทุนที่ 12 บาท) หุ้นได้รับปัจจัยบวก (Sentiment) จากการเตรียมออก Blu Green Token ซึ่งเป็น Investment Token อ้างอิงคาร์บอนเครดิตจากการปลูกป่าชายเลนพื้นที่ 1.7 หมื่นไร่ (คิดเป็น 10% ของสิทธิที่ DITTO มี) เพื่อใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) ราคาคาร์บอนเครดิตให้กับธุรกิจปลูกป่าชายเลนบนสิทธิที่เหลือกว่า 1.7 แสนไร่ ผสานกับปัจจัยหนุนจากการเร่งผลักดัน พ.ร.บ. โลกร้อน ภายในปีหน้า ขณะเดียวกันคาดว่าบริษัทมีงานในมือ (Backlog) มูลค่า 5.3 พันล้านบาท สนับสนุนให้ผลการดำเนินงานหลักในปีนี้เติบโตต่อเนื่อง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านมูลค่าหุ้นมี Forward PE ที่ 13.3 เท่า และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 3.8%

และ 3.บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON (ราคาเป้าหมายพื้นฐาน 16.4 บาท) โดยประเมินราคาหุ้นอยู่ในช่วงพักตัวในกรอบ Sideway up แนะนำ “ซื้อเก็งกำไรที่แนวรับ” ประเมินแนวรับที่ 13.9 บาท และ 13.6 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 14.6 – 15.0 บาท หากสามารถทะลุผ่านแนวต้านจุดสูงสุดเดิมนี้ได้ ประเมินแนวต้านถัดไปที่ระดับบวกลบ 15.8 บาท (กำหนดจุดตัดขาดทุนที่ 13 บาท) โดยมีปัจจัยบวกจากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ของประเทศไทย จากการเร่งประมูลงานภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้ ผสานกับการเร่งลงทุนของภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนงานในมือ (Backlog) ของ STECON ในช่วง 1-2 ปีนี้ นอกจากนี้ คาดการณ์ว่าแนวโน้มกำไรในไตรมาส 2/2569 จะเติบโตอย่างโดดเด่นจากการรับรู้เงินปันผลของ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ด้านมูลค่าหุ้นยังมีอัปไซด์ โดยมี Forward PE ที่บวกลบ 13 เท่า (-0.5 SD)

Back to top button