
TIDLOR พุ่ง 6% โบรกเชียร์ซื้อเป้า 25 บาท คาดกำไร-ROE เติบโตเด่น
TIDLOR วิ่งแรงเกือบ 6% บล.เมย์แบงก์แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 25.00 บาท ชี้อัตราผลตอบแทนต่อความเสี่ยงน่าสนใจ รับอานิสงส์คุณภาพสินทรัพย์ฟื้นตัวตามวัฏจักรสินเชื่อ และรายได้ธุรกิจนายหน้าประกันภัยที่เติบโตแข็งแกร่ง พร้อมชูจุดเด่นฐานะการเงินแกร่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (17 มิ.ย.69) ราคาหุ้น บริษัท ติดล้อ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR ณ เวลา 10:28 น. อยู่ที่ระดับ 19 บาท บวก 1 บาท หรือ 5.56% สูงสุดที่ระดับ 19 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 18 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 570.11 ล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MST เปิดเผยว่า ยังคงแนะนำซื้อหุ้น บริษัท ติดล้อ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR โดยประเมินราคาเป้าหมายปี 2569 ไว้ที่ 25.00 บาท หลังมีมุมมองเชิงบวกต่อคุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้น และการชิงส่วนแบ่งตลาดในธุรกิจนายหน้าขายประกัน
พร้อมคาดการณ์ว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ของ TIDLOR จะเติบโต 15% และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) จะอยู่ในระดับ 15.7% ในปี 2569 นอกจากนี้ ROE ยังมีโอกาสพุ่งสูงถึง 16.2-16.4% ในช่วงปี 2569-2570 หากบริษัทมีการใช้เงินงบประมาณซื้อหุ้นคืนครบจำนวน 2.4 พันล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้ผลตอบแทนรวมต่อผู้ถือหุ้นสูงถึง 9%
ประกอบกับการเป็นบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตที่ระดับ A+ ท่ามกลางวัฏจักรสินเชื่อที่ฟื้นตัวและปราการด่านสำคัญทางเทคโนโลยี (Tech Moat) ที่แข็งแกร่ง ทำให้มีความน่าสนใจอย่างยิ่งในแง่ของอัตราผลตอบแทนต่อความเสี่ยง ทั้งนี้ ความเสี่ยงสำคัญคือคุณภาพสินทรัพย์ที่อาจอ่อนแอกว่าที่คาด
สำหรับประเด็นคุณภาพสินทรัพย์ คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นตามวัฏจักรสินเชื่อ หลังจากในช่วงปี 2564-2566 สินเชื่อของ TIDLOR เติบโตอย่างรวดเร็วถึง 19-32% จากการปล่อยสินเชื่อเชิงรุก ส่งผลให้เกิดการสะสมงบดุล และทำให้ต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Costs) พุ่งสูงขึ้นเป็น 3.4-3.5% จากปัญหาคุณภาพสินทรัพย์กลุ่มรถบรรทุกและการขาดทุนจากการขายสินทรัพย์รอการขายที่รุนแรงในช่วงปี 2566-2567 (เทียบกับค่าเฉลี่ยที่ 1.35% ในช่วงปี 2562-2565)
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้บริษัทจะชะลอการเติบโตของสินเชื่อลงเหลือ 5-6% ในช่วงปี 2567-2568 ผ่านการคุมเข้มเกณฑ์การอนุมัติ ปรับลดสัดส่วนวงเงินสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) และนำระบบการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยง (Risk-Based Pricing) มาใช้ ขณะเดียวกัน ตลาดรถบรรทุกกำลังผ่านพ้นจุดต่ำสุดของภาวะอุปทานล้นตลาด (Oversupply) จึงคาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวของสินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุกและ Credit Cost ที่ลดลง นอกจากนี้ พอร์ตสินเชื่อในปัจจุบันของ TIDLOR ประกอบด้วยกลุ่มสินเชื่อใหม่ที่มีคุณภาพสูงขึ้น ส่งผลให้อัตราการเกิดหนี้เสียน้อยลง สะท้อนจากตัวเลขการเกิดหนี้เสียใหม่ (NPL Formation) ที่ปรับตัวลดลงในช่วง 5 ไตรมาสที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้น ระดับสำรองหนี้สูญ (NPL Coverage) ที่ยังอยู่ในระดับสูงมาก ยังเป็นกันชนที่ดีในการรองรับมรสุมทางเศรษฐกิจต่างๆ
ในส่วนของรายได้ธุรกิจนายหน้าประกันภัย พบว่ามีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ช่วยสร้างรายได้ประจำที่มั่นคง (Recurring Income) โดย TIDLOR มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ของเบี้ยประกันวินาศภัยในรอบ 7 ปี (ปี 2561-2568) สูงถึง 29% และรั้งตำแหน่งนายหน้าประกันภัยที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประเทศไทย คาดว่าในปี 2568 จะสามารถทำผลงานเติบโตได้ 11% เอาชนะภาพรวมอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะเติบโตเพียง 2% ปัจจัยสนับสนุนมาจากการสร้างปราการทางเทคโนโลยีที่เอื้อประโยชน์ต่อทั้งผู้บริโภคและบริษัทประกันภัย รวมถึงการมีอัตราการรักษาฐานลูกค้า (Retention Rate) ที่แข็งแกร่งกว่า 90% โดยที่ลูกค้าประกันภัยส่วนใหญ่ไม่ได้มีภาระเงินกู้กับบริษัท ช่วยกระจายความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยมองว่า TIDLOR สามารถจ่ายเงินคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นได้อย่างเชิงรุก จากงบดุลที่แข็งแกร่งและปลอดภัยอย่างมาก รวมถึงการสนับสนุนด้านสภาพคล่องจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) และอันดับเครดิตที่ระดับสูง หากนับรวมโครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่า 2.4 พันล้านบาท และการจ่ายเงินปันผลอีก 2.0 พันล้านบาท จะทำให้อัตราส่วนการจ่ายเงินคืนรวม (Total Cash Distribution Ratio) สูงถึง 89% ซึ่งคิดเป็นผลตอบแทนรวมต่อผู้ถือหุ้นประมาณ 9% (แบ่งเป็นผลตอบแทนจากการซื้อหุ้นคืน 5% และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 4%) ในปี 2568
